คัดลอก URL แล้ว
ยังวิกฤต! ตร.ทางหลวงลพบุรี ถูกเก๋งชนสาหัสขณะปฏิบัติหน้าที่

ยังวิกฤต! ตร.ทางหลวงลพบุรี ถูกเก๋งชนสาหัสขณะปฏิบัติหน้าที่

วานนี้ (16 เม.ย. 2567) หน่วยกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู พลเมืองดีและตำรวจ ช่วยกันนำตัว ด.ต.ปิยนันท์ สีเสื้อ อายุ 39 ปี ผบ.หมู่ ทล.3 กก.1 บก.ตำรวจทางหลวง (หมวดทางหลวงบ้านดีลัง) ส่งโรงพยาบาลพัฒนานิคม หลังถูกรถเก๋งพุ่งชนขณะปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกจราจรในช่วงสงกรานต์ ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส อยู่บริเวณพื้นที่หมู่ 4 ต.ดีลัง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี

จากการสอบสวนทราบว่า ขณะเกิดเหตุ เป็นเวลาที่ประชาชนต่างเดินทางทยอยกลับจากภูมิลำเนา และการท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ โดยบริเวณทางแยกบ้านดีลัง ถนนสาย 21 ขาล่อง สระบุรี-หล่มสักมีการจราจรคับคั่งและมีการขยายช่องทางจราจร ก่อนถูกรถกระบะพุ่งชน จนร่างกระเด็นไปไกลกว่า 10 เมตร ศีรษะกระแทกพื้น จนเลือดไหลออกจากเบ้าตาขวาอาการสาหัส

คนขับรถกระบะเป็นหญิงอายุ 26 ปี หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปสอบสวนที่ สภ.พัฒนานิคม ทันที โดยสาเหตุอ้างว่า ตำรวจขยับช่องทางจราจร เมื่อถึงที่เกิดเหตุเป็นทางคอขวด และ ด.ต.ปิยนันท์ ยืนโบกรถอยู่จึงได้ขับมาชนอย่างแรง

ด.ต.ปิยนันท์ เป็นตำรวจทางหลวง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยเคลื่อนที่เร็วเมื่อยามคับขัน หรือการจราจรติดขัดจะรีบไปอำนวยความสะดวกทันที ด้านเจ้าหน้าที่ได้มีการติดต่อประสานงานจากทางกองบินตำรวจ เพื่อให้นำเฮลิคอปเตอร์มารับผู้บาดเจ็บ เพื่อส่งตัวไปรักษาตัวโรงพยาบาลตำรวจ

แต่หลังจากที่เฮลิคอปเตอร์ ได้ยกตัวขึ้นไปได้ประมาณ 5 นาที นักบินได้ประสานกลับลงมายังภาคพื้น เพื่อนำเฮลิคอปเตอร์บินกลับมาลงจอด ณ จุดเดิม เนื่องจากได้รับแจ้งจากทีมแพทย์ที่ดูแลอยู่บนเครื่องว่า ชีพจรของ ด.ต.ปิยนันท์ ตกอย่างกะทันหัน ความดันไม่คงที่ เนื่องจากความกดอากาศ คนไข้อยู่ในอาการวิกฤต ไม่สามารถนำไปต่อได้ จึงได้ให้รถพยาบาลมารับออกจากเฮลิคอปเตอร์ นำไปยังโรงพยาบาลพัฒนานิคมเหมือนเดิม

หลังจากทีมแพทย์ได้ประเมินแล้ว จึงได้ขอส่งต่อด้วยการเคลื่อนย้ายทางรถยนต์ ไปยังโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จ.ลพบุรี อยู่ห่างไปราว 40 กิโลเมตร ซึ่งมีเครื่องมือและบุคลากรทางการแพทย์พร้อมมากกว่า

เบื้องต้นทีมแพทย์ประเมินว่า ด.ต.ปิยนันท์ เสียเลือดมาก และมีภาวะสมองบวม ถือเป็นอาการที่มีความรุนแรงมาก หากไม่รับการรักษาอาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หรือหากรับการรักษาช้าเกินไป ก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวตามมา ซึ่งต้องได้รับการผ่าตัดเป็นการด่วน

เบื้องต้นแพทย์ได้ให้ยากระตุ้น เพื่อให้ชีพจรและความดันกลับมาคงที่ แต่ต้องดูอาการหลังการผ่าตัดอีกครั้ง และยังคงต้องอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้ยังไม่พ้นขีดอันตราย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง