เป็นเวลาราว 48 ชั่วโมงแล้ว หลังจากที่กลุ่มฮามาสได้เปิดปฏิบัติการ “Al Aqsa Flood” โจมตีครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี และรุกคืบออกจากบริเวณฉนวนกาซา ใน 5 จุดหลักเข้ามาในพื้นที่ของอิสราเอล ซึ่งการโจมตีดังกล่าว ทำให้มีผู้เสียชีวิตในพื้นที่ของอิสราเอลมากว่า 700 รายแล้ว โดยเฉพาะในจุดที่มีการจัดเทศกาลดนตรี มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 ราย
48 ชั่วโมงที่ผ่านมา อิสราเอลจัดการอะไรบ้าง?
ภายหลังจากที่กลุ่มฮามาสได้เปิดฉากการโจมตีระลอกแรกด้วยจรวดจำนวนกว่า 5,000 ลูก ข้ามมาในฝั่งของอิสราเอล ตามด้วยการก่อเหตุในจุดที่มั่นสำคัญทางทหารของอิสราเอลจากหน่วยแทรกซึมของกลุ่มฮามาสราว 1,000 คน ส่งผลให้ทางการอิสราเอลต้องประกาศเตือนภัยขั้นสูงสุด และประกาศพื้นที่ในเขต 40 กม. จากฉนวนกาซาเป็นพื้นที่ควบคุม พร้อมทั้งประกาศว่า “อิสราเอลอยู่ในภาวะสงคราม”
กองทัพอิสราเอลได้จัดกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ทั้งหมดรอบฉนวนกาซา เพื่อควบคุมไม่ให้กลุ่มฮามาสสามารถรุกคืบมาได้ รวมถึงได้มีการระดมกำลังพลสำรองเข้าเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นด้วย
ต่อมากองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการ “Swords of Iron” เพื่อตอบโต้กลุ่มฮามาส โดยประกาศกร้าวว่า การโจมตีของฮามาสในครั้งนี้ มีราคาที่ฮามาสจะต้องจ่าย ซึ่งอิสราเอลได้ใช้ความได้เปรียบ โดยการเปิดการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มฮามาส โดยเฉพาะจุดที่อิสราเอลระบุว่า “เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮามาส” ในพื้นที่ฉนวนกาซา
ส่วนในภาคพื้นดิน ได้มีการสนธิกำลังเข้าควบคุม และบีบพื้นที่ไม่ให้กลุ่มฮามาสรุกคืบเข้ามาในเมือง พร้อมกับปิดล้อมทวงคืนบางพื้นที่ที่ถูกกลุ่มฮามาสควบคุมไว้
นอกจากนี้ อิสราเอลยังได้มีการแบ่งกำลังไปควบคุมสถานการณ์บริเวณพรมแดนทางตอนเหนือที่ติดกับเลบานอน เพื่อตรึงกำลังป้องกันการบุกของกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ ที่ออกมาประกาศพร้อมจะบุกอิสราเอลเพื่อสนับสนุนการโจมตีของกลุ่มฮามาสอีกด้วย
ซึ่งเมื่อวานนี้ มีเหตุปะทะกันบริเวณทางตอนเหนือของอิสราเอล ระหว่างกองทัพอิสราเอล กับกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ด้วยเช่นกัน
ทำให้ในขณะนี้ ผ่านมาแล้วราว 48 ชั่วโมง ยังคงมีการปะทะกันอยู่ระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ซึ่งสถานการณ์ล่าสุด ( 9 ต.ค. – 08.30 น.) อิสราเอลเริ่มควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ของตนเองได้แล้ว
กลุ่มฮามาสยังคงตอบโต้อย่างหนัก
ทางด้านของกลุ่มฮามาส แม้ว่าจะถูกอิสราเอลโจมตีอย่างหนัก แต่ก็ยังคงพยายามรุกคืบเข้ามาในพื้นที่ของอิสราเอล ทางภาคพื้นดินและทางอากาศ ผ่านการโจมตีด้วยจรวดที่ยิงออกมาจากฉนวนกาซา ท่ามกลางการตอบโต้อย่างรุนแรงของอิสราเอล ส่งผลให้ในฉนวนกาซามีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 400 ราย
ซึ่งการโจมตีทางอากาศอย่างหนักของอิสราเอลนั้น มีหลายจุดที่รายงานว่า เป็นอพาร์ทเมนต์และที่พักอาศัยของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ไม่ใช่ที่มั่นทางทหารแต่อย่างใด
กลุ่มฮามาสยังคงพยายามตอบโต้ และมีรายงานการจับกุมตัวประกันจำนวนกว่า 100 คน ซึ่งในจำนวนนี้ มีทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอล รวมถึงชาวต่างชาติด้วย โดยกลุ่มฮามาสยังอ้างด้วยว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทางกลุ่มสามารถจับกุมตัวเชลยได้เป็นจำนวนมาก และนำตัวไปยังฉนวนกาซา
โดยเมื่อวานที่ผ่านมา ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาระบุว่า ได้รับข้อความ SMS แจ้งเตือนให้หนีออกจากพื้นที่ เนื่องจากทางการอิสราเอลจะเปิดฉากการโจมตีไปยังกลุ่มฮามาส
ทางด้านของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลนั้น ไม่ได้มีเป้าหมายทางทหาร แต่เป็นเหมือนการโจมตีตามอำเภอใจ ซึ่งการประกาศแจ้งเตือนพลเรือนของอิสราเอลแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในฉนวนกาซานั้น เป็นเพียงถ้อยคำเลื่อนลอยเท่านั้น เนื่องจากฉนวนกาซานั้นถูกปิดล้อมอยู่ และไม่มีที่ใดให้หนีได้
ทางด้านขององค์การสหประชาชาติระบุว่า จํานวนผู้พลัดถิ่นในฉนวนกาซาเพิ่มขึ้นมากกว่า 123,000 คนจากเหตุที่เกิดขึ้น
อิหร่านปฏิเสธไม่เกี่ยวข้อง
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางด้านของอิหร่านที่ถูกระบุว่า เป็นผู้ให้การสนับสนุนกลุ่มฮามาสได้ออกมาปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นใด ๆ กับการโจมตีที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่า แม้อิหร่านจะมีจุดยืนในการสนับสนุนกลุ่มปาเลสไตน์ แต่การดำเนินการที่เกิดขึ้น ของชาวปาเลสไตน์เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
โลกอาหรับเคลื่อนไหวต่อสายวุ่น
ทางด้านของประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส แห่งปาเลสไตน์ และประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ เอล ซิซี แห่งอียิปต์ ได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในฉนวนกาซา ในขณะที่อิยิปต์ สแดงท่าทีขอให้ทุกฝ่ายหยุดใช้ความรุนแรง และไม่ยกระดับความรุนแรงให้ลุกลามมากไปกว่านี้
ส่วนทางด้าน กษัตริย์จอร์แดน ได้พูดถคยกับประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ เอล ซิซี แห่งอียิปต์ และนายกรัฐมนตรีโมฮัมเหม็ด ชีอา อัล ซูดานี แห่งอิรัก โดยเน้นถึงการป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลายและลุกลาม จนนำไปสู่ความขัดแย้งในภูมิภาพ
เช่นเดียวกับ เออร์โดกัน ประธานาธิบดีของตุรกีก็ออกมาร้องขอให้ทุกฝ่ายหยุดความขัดแย้งและลดความตึงเครียดระหว่างกัน ส่วนนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ ของมาเลเซีย ได้ระบุว่า การบุกรุกดินแดนของไซออนนิสต์ ส่งผลให้เกิดความไม่ยุติธรรมต่อชาวปาเลสไตน์ และนำไปสู่ความสูญเสีย โดยมาเลเซียพร้อมที่จะยืนเคียงข้างกับชาวปาเลสไตน์
สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้
สถานการณ์ในอิสราเอลยังคงต้องจับตามองในอย่างใกล้ชิด ซึ่งภายหลังจากผ่านพ้น 48 ชั่วโมงแรกของการเปิดฉากโจมตีของกลุ่มฮามาส กองทัพอิสราเอลสามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้น มีการเรียกระดมพลแล้วราว 1 แสนนาย พร้อมทั้งมีการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักไปประชิดแนวเขตระหว่างอิสราเอลและฉนวนกาซา พร้อมกับมีการสั่งอพยพพลเรือนในพื้นที่ให้ออกห่างจากพื้นที่เสี่ยงแล้ว
ดังนั้นสิ่งที่จะต้องจับตามองนับจากนี้คือ อิสราเอลจะใช้กองกำลังภาคพื้นที่รุกคืบเข้าสู่พื้นที่ฉนวนกาซาหรือไม่ ซึ่งหากมีการรุกคืบเข้าไปยังฉนวนกาซา จะส่งผลต่อท่าทีของประเทศต่าง ๆ ที่ให้การสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาหรับ หลายประเทศ
จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง อิสราเอลและชาติอาหรับ ทำให้สหรัฐฯ ตัดสินใจส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ไปยังด้านตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมถึงการเพิ่มการประจำการเครื่องบินขับไล่ในพื้นที่ตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น โดยอ้างว่า เพื่อยับยั้งกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ ในเลบานอน รวมถึงกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ที่อาจจะเข้ามาผสมโรงโจมตีอิสราเอลด้วย
ซึ่งนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีฯ กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ระบุว่า ได้มีการพูดคุยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดิอาระเบีย โดยย้ำถึงสิทธิในการป้องกันตนเองของอิสราเอล
ทางด้านของกลุ่มฮามาสได้ประกาศว่า การที่สหรัฐฯ เคลื่อนกองเรือบรรทุกเครื่องบินเข้ามานั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณคุกคามต่อชาวปาเลสไตน์