คัดลอก URL แล้ว
กรมควบคุมโรคเผย วัคซีนโควิดที่มีในประเทศ กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี รับได้ทันที ที่ รพ.ใกล้บ้าน

กรมควบคุมโรคเผย วัคซีนโควิดที่มีในประเทศ กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี รับได้ทันที ที่ รพ.ใกล้บ้าน

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2565 นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด 19 ของประเทศไทยยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแบบเริ่มชะลอตัวลง ยังจะพบการระบาดในลักษณะ Small Wave โดยกลุ่มที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด 19 สูงสุดเป็น กลุ่ม 608 (ร้อยละ 95) ทั้งหมดเป็นผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนเลย หรือไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือได้รับเข็มกระตุ้นนานเกิน 3 เดือน ซึ่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง และคำแนะนำจากคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ครั้งที่ 8/2565 วันที่ 9 ธันวาคม 2565 ได้มีมติเห็นชอบให้ กลุ่มเป้าหมายที่สมควรได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเข้ารับวัคซีนตามระยะเวลาที่กำหนด โดยสามารถใช้วัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องรอวัคซีนรุ่นใหม่ (mRNA bivalent) ในช่วงสถานการณ์โควิดขาขึ้นเวลานี้ เนื่องจากวัคซีน mRNA monovalent ยังมีประโยชน์ในการป้องกันการติดเชื้อของสายพันธุ์ที่ระบาดในปัจจุบัน และลดความรุนแรงของโรคได้ดี

นายแพทย์ธเรศ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากกรณีที่มีการกล่าวอ้างผลวิจัยว่า “วัคซีนเข็มกระตุ้นเกิน 3 เข็ม ไม่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ” นั้น ขัดกับข้อเท็จจริงของผลการศึกษาประสิทธิผลการฉีดวัคซีนในประเทศไทยที่พบว่า วัคซีนเข็มที่ 4 สามารถป้องกันการป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้ดีมากกว่าการรับวัคซีนเพียง 3 เข็มมานานหลายเดือน เห็นได้จากอัตราการเสียชีวิต ซึ่งผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือได้รับวัคซีนมาแล้วเป็นเวลานาน และผู้ที่ได้รับวัคซีนตามกำหนด รวมทั้งเข็มกระตุ้น ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงเมื่อติดโควิด ดังนั้น เป้าหมายหลักของกระทรวงสาธารณสุขในการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นคือผู้ที่ได้วัคซีน 3 เข็มมาเกิน 4 เดือนแล้ว

นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ กล่าวถึงผลการศึกษาวิจัยในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2565 ของประเทศสหรัฐอเมริกาว่า เมื่อนำวัคซีน mRNA รุ่นใหม่ (bivalent) มาฉีดเป็นเข็มกระตุ้นในผู้ที่เคยได้รับวัคซีน mRNA รุ่นปัจจุบัน (monovalent) อย่างน้อย 2 เข็ม สามารถลดการติดเชื้อแบบมีอาการได้ประมาณร้อยละ 28-56 และมีความปลอดภัยไม่ต่างกับวัคซีน mRNA รุ่นปัจจุบัน รวมทั้งคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก ฉบับวันที่ 17 ตุลาคม 2565 แนะนำว่า สามารถใช้วัคซีน mRNA ฉีดเป็นเข็มกระตุ้นทั้งรุ่นใหม่และรุ่นปัจจุบัน อยากเชิญชวนให้ทุกคนได้รับวัคซีน 4 เข็ม โดยนับจำนวนเข็มรวมทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิดใด เนื่องจากขณะนี้มีความเสี่ยงสูงจากการระบาดของโรค ประชาชนควรได้รับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเมื่อได้ฉีดมานานแล้วเกิน 4 เดือนขึ้นไป ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น 608 หรือมีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคไต โรคปอด หัวใจ มะเร็ง กินยากดภูมิต้านทาน ฯลฯ จะสร้างภูมิต้านทานได้ไม่ดี จึงยังมีความจำเป็นที่ควรจะได้รับการกระตุ้น เข็ม 4 และผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงดีก็สามารถรับได้ตามความสมัครใจ ถ้าได้รับวัคซีนเข็ม 3 มานานมากแล้ว

นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร กล่าวเสริมว่า เมื่อพิจารณาถึงบริบทของประเทศที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีและคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น คณะอนุกรรมการฯ มีมติเห็นชอบให้ กลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น เข้ารับวัคซีนตามระยะเวลาที่กำหนด โดยสามารถฉีดวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องรอวัคซีนรุ่นใหม่ (mRNA bivalent) เนื่องจากวัคซีนที่มีอยู่แล้วในเวลานี้ มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค และลดความรุนแรงของโรคได้ดีไม่ต่างจากวัคซีนรุ่นใหม่ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขจะมีการติดตามข้อมูลทางวิชาการโดยมีคณะกรรมการกลั่นกรอง และมีการออกคำแนะนำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นระยะๆ ในขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข จึงเร่งรณรงค์ฉีดวัคซีนโควิด 19 เพื่อลดการป่วยอาการรุนแรงและเสียชีวิต และเน้นสื่อสารให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 ทราบถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนอย่างน้อยคนละ 4 เข็ม เพื่อเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันให้สูงเพียงพอ


WRITER