รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ วิเคราะห์ผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7–9 พฤษภาคม 2569 ว่า
เวทีดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการประชุมทางการทูตตามวาระปกติ แต่กำลังกลายเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์” ของภูมิภาคอาเซียน ท่ามกลางแรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก
โดยเฉพาะบทบาทของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ถูกมองว่า ขยับบทบาทของประเทศไทยจาก “ผู้สังเกตการณ์” ไปสู่การเป็น “ผู้ร่วมออกแบบสันติภาพและเศรษฐกิจของภูมิภาค” ผ่านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ และนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา
นักวิชาการมองว่า จุดเด่นสำคัญของยุทธศาสตร์ไทยครั้งนี้ คือการใช้ “เศรษฐกิจนำความมั่นคง” และใช้ความร่วมมือทางการค้า พลังงาน และโลจิสติกส์ เป็นเครื่องมือในการลดแรงปะทะทางการเมืองและความขัดแย้งระหว่างประเทศ
.
รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธพร ระบุว่า ในเชิงเศรษฐกิจ ไทยได้เสนอแนวคิดที่สะท้อนการยกระดับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ไปสู่ยุคใหม่ ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่
ประการแรก การผลักดัน “ASEAN Digital Trade Corridor” หรือระบบการค้าดิจิทัลอาเซียน ที่เชื่อมโยงการชำระเงินข้ามพรมแดนและการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ SME ไทยในการค้ากับประเทศสมาชิกอาเซียน
ประการที่สอง การผลักดันเส้นทางโลจิสติกส์ใหม่ เชื่อมไทย–กัมพูชา–ฟิลิปปินส์ เพื่อเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตรและชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือที่มีความเสี่ยงจากความตึงเครียดในทะเลจีนใต้
และประการที่สาม การประกาศบทบาทของไทยในฐานะ “Green Investment Hub” หรือศูนย์กลางการลงทุนสีเขียวของภูมิภาค เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวร่วมกันในอาเซียน
.
ไฮไลต์สำคัญที่สุดของการประชุมครั้งนี้ คือความพยายามลดความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา ผ่านแนวทางที่ถูกเรียกว่า “The Cebu Consensus” หรือ “ฉันทามติเซบู” โดยเฉพาะแนวคิด “แยกข้อพิพาทด้านอธิปไตยออกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA)
ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในหลักการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางเทคนิค หรือ JTC เพื่อเร่งสำรวจและศึกษาศักยภาพด้านพลังงาน ทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งถูกมองว่า อาจกลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ ในช่วงที่ราคาพลังงานโลกยังผันผวน
ขณะเดียวกัน ไทยและกัมพูชายังหารือเรื่องการยกระดับความร่วมมือด้านพรมแดน การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และการจัดการจุดผ่านแดนร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดแรงเสียดทานด้านความมั่นคง และเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนในระยะยาว
.
รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธพร ระบุอีกว่า ไทยพยายามผลักดันแนวคิด “Positive Peace” หรือ “สันติภาพเชิงบวก” ที่ไม่ใช่เพียงการไม่มีสงคราม แต่หมายถึงการที่ประชาชนมีอาหาร มีงาน และเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม
จึงเกิดข้อเสนอ “ASEAN Food Bank & Energy Storage Network” ซึ่งเป็นแนวคิดสร้างเครือข่ายสำรองอาหารและพลังงานระดับภูมิภาค โดยใช้ศักยภาพด้านเกษตรกรรมของไทยและกัมพูชา ผนวกกับเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของฟิลิปปินส์
.
ในเชิงยุทธศาสตร์ นักวิชาการประเมินว่า สิ่งที่ไทยได้รับจากแนวทางดังกล่าว คือการเพิ่ม “อำนาจต่อรอง” บนเวทีระหว่างประเทศ เพราะไทยกำลังวางตัวเองเป็น “ตัวกลาง” ระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มใกล้ชิดโลกตะวันตกอย่างฟิลิปปินส์ และประเทศที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดจีนอย่างกัมพูชารวมถึงโอกาสในการปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจจากพลังงานและการลงทุนข้ามพรมแดนในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งอาจถูกตีความทางการเมืองภายในประเทศ และถูกใช้เป็นประเด็นโจมตีจากกระแสชาตินิยม หากรัฐบาลไม่สามารถสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ต่อสาธารณชนได้อย่างชัดเจนและโปร่งใส
นอกจากนี้ การเจรจาเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ OCA ยังเป็นประเด็นละเอียดอ่อนเชิงเทคนิค ซึ่งต้องอาศัยความรอบคอบอย่างมาก เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบในระยะยาว
.
การประชุมอาเซียนที่เมืองเซบูครั้งนี้ สะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังพยายามเปลี่ยนบทบาทของตัวเองไปสู่การเป็น “Connector State” หรือ “รัฐเชื่อมโยง” ที่ใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือสร้างเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาค
พร้อมมองว่า ยุทธศาสตร์ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังสะท้อนแนวคิดใหม่ว่า “สันติภาพที่ยั่งยืนที่สุด คือสันติภาพที่สร้างความมั่งคั่งให้ประชาชนจับต้องได้”
และหากไทยสามารถรักษาโมเมนตัมทางยุทธศาสตร์นี้ไว้ได้ ประเทศไทยอาจไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามในภูมิภาคอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้กำหนดทิศทางของ “ศตวรรษแห่งอาเซียน” ในอนาคต. ///
