คุณเคยเป็นไหม? ของเก่ายังไม่ทันหมด ของใหม่ก็กดใส่ตะกร้าเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะสาวๆ ที่มีลิปสติกเป็นสิบแท่ง หรือเสื้อผ้าเต็มตู้แต่ไม่รู้จะใส่อะไร ปัญหานี้แก้ได้ด้วยเทรนด์ที่กำลังมาแรงสุดๆ อย่าง “No Buy Year” หรือการตั้งเป้าหมายว่าจะไม่ซื้อของไม่จำเป็นตลอดทั้งปีนั่นเอง!
อยากรวยแต่หยุดช้อปไม่ได้? ลองใช้กฎ Green-Yellow-Red List ดูสิ
แนะนำทริคเริ่มทำ No Buy Year ให้ประสบความสำเร็จด้วยการแบ่งสินค้าออกเป็น 3 หมวดหมู่ หรือที่เรียกว่า “ระบบลิสต์ 3 สี” ดังนี้
Green List: ของที่ซื้อได้ (เพราะจำเป็น)
อย่ากดดันตัวเองจนเกินไป! สำหรับของใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต คุณยังสามารถซื้อได้ตามปกติ เช่น
- อาหารและยารักษาโรค
- ของใช้ส่วนตัวที่หมดแล้วจริงๆ (เช่น แชมพู สบู่ สกินแคร์ตัวที่ใช้ประจำ)
Yellow List: ของที่ซื้อได้ตามโอกาสพิเศษ
ชีวิตต้องมีสีสันบ้าง! หมวดนี้คือของที่เราไม่ได้ซื้อบ่อยๆ แต่มีความหมายหรือเหตุจำเป็นเฉพาะหน้า
- ของขวัญวันเกิดเพื่อนหรือผู้ใหญ่
- ของขวัญวันครบรอบ หรือสิ่งของที่ต้องใช้ในงานสำคัญที่เลี่ยงไม่ได้
Red List: ของที่ต้อง “หยุด” ซื้อ (ศัตรูตัวร้ายของเงินออม)
นี่คือหัวใจของ No Buy Year เลยครับ คือสินค้าฟุ่มเฟือยที่เรามักซื้อตามอารมณ์ชั่ววูบ
- เครื่องสำอางและน้ำหอม: หากอันเก่ายังไม่หมด ห้ามซื้อใหม่!
- รองเท้าและกระเป๋า: ของมันต้องมี แต่ถ้ามีเยอะแล้วก็ต้องพักก่อน
- Accessory ต่างๆ: เครื่องประดับชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่สะสมรวมกันเป็นเงินก้อนใหญ่

ทริคเด็ด “ชะลอความอยาก” ก่อนกดจ่ายเงิน
หากคุณเจอของที่อยากได้มากจนใจสั่น แนะนำให้ลองใช้วิธี “ทิ้งไว้ในตะกร้า” ดูก่อน
- ลองเว้นระยะเวลาไว้สัก 3-7 วัน
- หากผ่านไปหนึ่งอาทิตย์แล้วคุณยังรู้สึกว่ามีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีสิ่งนั้น นั่นแสดงว่ามัน “ไม่จำเป็น”
- แต่ถ้ายังอยากได้จริงๆ และคิดว่าคุ้มค่าค่อยพิจารณาขยับมันขึ้นมาเป็น Green List เป็นกรณีไป
การทำ No Buy Year ไม่ใช่การทรมานตัวเอง แต่เป็นการฝึกนิสัยให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ และช่วยให้มีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำในตอนสิ้นปี ใครที่อยากเริ่มเปลี่ยนตัวเอง ลองเอาวิธีลิสต์ 3 สีนี้ไปใช้ดูนะ!
ติดตามเรื่องราวสุขภาพดีมีเทส
รายการ HER Vibes
ดูแบบจัดเต็มได้ที่แอป Monomax