ลองสำรวจอาการเบื้องต้น… ช่วงนี้มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือรู้สึกเหมือนมีไข้ต่ำ ๆ หรือไม่? หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นเพียงอาการเหนื่อยล้าจากการทำงานหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ข้อมูลล่าสุดจาก กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กำลังเตือนให้เฝ้าระวัง “ไวรัสตับอักเสบเอ” ที่มีแนวโน้มการระบาดเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2569
โดยสถิติในปี 2569 พบจำนวนผู้ป่วยสูงถึง 651 ราย ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ข้อมูลที่น่าสนใจคือโรคนี้พบมากที่สุดใน กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเรียงลำดับตามกลุ่มอายุ ดังนี้:
- อายุ 30–39 ปี
- อายุ 40–49 ปี
- อายุ 20–29 ปี
ทำความรู้จัก “ไวรัสตับอักเสบเอ”
โรคนี้คือการอักเสบของตับแบบเฉียบพลันที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ความยากในการสังเกตคือ ระยะฟักตัวที่นานเฉลี่ย 28-30 วัน ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าได้รับเชื้อมาแล้วและอาจแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นได้ในระหว่างที่ยังไม่แสดงอาการ
อาการที่ควรสังเกต

เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเริ่มแสดงอาการตามลำดับ ดังนี้:
อาการเริ่มแรก: มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และคลื่นไส้
อาการเฉพาะโรค: เมื่อเข้าสู่ระยะรุนแรงจะพบอาการ “ตาเหลือง ตัวเหลือง” หรือภาวะดีซ่าน
สาเหตุและการติดต่อ
ไวรัสตับอักเสบเอติดต่อได้ง่ายผ่านระบบทางเดินอาหารและการปนเปื้อนในกิจวัตรประจำวัน
การรับประทานอาหาร: การใช้แก้วน้ำหรือภาชนะร่วมกันโดยไม่ใช้ช้อนกลาง
สภาพแวดล้อม: มักเกิดการระบาดในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น โรงงาน ออฟฟิศ ชุมชน หรือโรงเรียน
การปนเปื้อนในครอบครัว: หากมีสมาชิกในบ้านติดเชื้อ มักเกิดการระบาดต่อเนื่องภายในครอบครัวได้ง่ายหากไม่แยกภาชนะ

แนวทางปฏิบัติเพื่อการป้องกัน
แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะเพิ่มสูงขึ้น แต่สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขอนามัย
กินร้อน: เลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่และสะอาด
ช้อนกลาง: ใช้ช้อนกลางทุกครั้งเมื่อต้องรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นโดยไม่มีข้อยกเว้น
ล้างมือ: รักษาความสะอาดของมือด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนสัมผัสอาหารและหลังการใช้ห้องน้ำ
การรักษาสุขอนามัยพื้นฐานอย่างเคร่งครัดไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการระบาดของโรคในวงกว้าง โดยเฉพาะในวัยทำงานที่ต้องสัมผัสกับผู้คนจำนวนมากในแต่ละวัน
อ้างอิงข้อมูลจาก: กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค (สถานการณ์ปี 2569)