วันที่ 11 เมษายน 2569 — โอฬาร ถิ่นบางเตียว รองศาสตราจารย์ ดร. อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความเห็นต่อผลสำรวจของ สถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) ว่า ไม่ได้เป็นเพียงการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนในเชิงตัวเลขเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณทางการเมือง” ที่ชัดเจนต่อบทบาทของฝ่ายค้านในช่วงวิกฤตปัจจุบัน
รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากปัจจัยภายนอก ประชาชนไม่ได้คาดหวังการเมืองแบบเผชิญหน้าหรือการปะทะเชิงอำนาจ หากแต่ต้องการเห็นการเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ร่วมของประเทศมากกว่า โดยเฉพาะตัวเลข 43.3% ที่ต้องการให้ฝ่ายค้าน “ร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องที่จำเป็น และตรวจสอบควบคู่กันไป” ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการ “รูปแบบใหม่ของฝ่ายค้าน” ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
“ประชาชนไม่ได้ต้องการฝ่ายค้านที่อ่อนข้อ แต่ต้องการฝ่ายค้านที่มีวุฒิภาวะทางการเมือง แยกแยะได้ว่าเรื่องใดควรร่วมมือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และเรื่องใดต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง” รศ.ดร.โอฬารกล่าว
ขณะเดียวกัน ตัวเลขเพียง 22.4% ที่สนับสนุนให้ฝ่ายค้านตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพียงด้านเดียว ยังสะท้อนว่า การเมืองแบบเผชิญหน้าอาจไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของสังคมในปัจจุบันอีกต่อไป
ในมิติภูมิภาค รศ.ดร. โอฬารชี้ว่า ประชาชนในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีพื้นฐานทางการเมืองต่างกัน กลับมีความเห็นสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ คือ ต้องการลดความขัดแย้งทางการเมือง และให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาปากท้องเป็นหลัก สะท้อนว่าในภาวะวิกฤต อุดมการณ์ทางการเมืองอาจถูกลดความสำคัญลง เมื่อเทียบกับ ความอยู่รอดในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ประชาชนกว่า 76.1% สนับสนุนมาตรการลดค่าครองชีพระยะสั้น โดยเฉพาะด้านพลังงาน ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจำเป็น ซึ่งสะท้อนว่าประเด็นเศรษฐกิจยังคงเป็นความกังวลเร่งด่วนของสังคม
รศ.ดร.โอฬารตั้งข้อสังเกตว่า ความท้าทายสำคัญของฝ่ายค้านในระยะนี้ คือการแปลงบทบาทการตรวจสอบไปสู่ ข้อเสนอเชิงนโยบายที่จับต้องได้ หากยังคงเน้นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่มีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม อาจเสี่ยงต่อการสูญเสียความเชื่อมั่นจากประชาชน
“ในสถานการณ์วิกฤต ประชาชนมักประเมินบทบาททางการเมืองจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง มากกว่าท่าทีหรือวาทกรรม” รศ.ดร. โอฬารกล่าว
ทั้งนี้ เมองว่า KPI Poll ครั้งนี้ไม่ได้เป็นการลดทอนบทบาทฝ่ายค้าน แต่เป็นการกำหนดเงื่อนไขใหม่ของการทำหน้าที่ในสังคมไทย กล่าวคือ ฝ่ายค้านยังคงมีความสำคัญในฐานะกลไกตรวจสอบ แต่ต้องปรับบทบาทให้เป็นทั้งผู้ตรวจสอบ และ ผู้เสนอทางออก ควบคู่กัน
“ท้ายที่สุด ความชอบธรรมของฝ่ายค้านจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของการตรวจสอบเพียงอย่างเดียว แต่อยู่
