สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังเดินหน้าสู่จุดเปลี่ยนที่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ล่าสุดสำนักข่าว The Washington Post ได้เปิดเผยรายงานเจาะลึกที่ระบุว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน กำลังเตรียมแผนปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่าน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการบุกยึด “เกาะคาร์ก” (Kharg Island) ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ด้านการส่งออกน้ำมันของรัฐบาลเตหะราน
ทำไมต้องเป็น “เกาะคาร์ก”?
เกาะคาร์กตั้งอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ถือเป็นศูนย์กลางและท่าเรือส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน แหล่งข่าวระดับสูงด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การเข้ายึดครองพื้นที่ยุทธศาสตร์แห่งนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างความอับอายอย่างหนักให้กับรัฐบาลอิหร่าน แต่ยังเป็นการสร้าง “ไพ่ต่อรอง” ชิ้นสำคัญที่สุดบนโต๊ะเจรจาในอนาคต
นอกจากเป้าหมายด้านพลังงานแล้ว ปฏิบัติการดังกล่าวยังรวมถึงการกวาดล้างฐานทัพและจุดยิงอาวุธตามแนวชายฝั่งที่อยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อทำลายศักยภาพของอิหร่านในการคุกคามเส้นทางเดินเรือพาณิชย์และเรือรบของสหรัฐฯ
ปฏิบัติการสายฟ้าแลบ หรือ ฝันร้ายแบบอิโวจิมา?
รายงานระบุว่าแผนการนี้จะไม่ใช่การยกพลขึ้นบกเพื่อยึดครองประเทศแบบเต็มรูปแบบ แต่จะเป็นการใช้หน่วยรบพิเศษผสมผสานกับกองกำลังทหารราบ เข้าจู่โจมเป็นจุดๆ ซึ่งอาจกินเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงอย่าง ไมเคิล ไอเซนสตัดท์ อดีตนายทหารผ่านศึก ได้ออกมาเตือนอย่างหนักแน่นว่า การยึดเกาะคาร์กอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่การ “รักษาพื้นที่” เอาไว้คือฝันร้ายที่แท้จริง ทหารอเมริกันจะต้องเผชิญหน้ากับการระดมโจมตีด้วยโดรน ขีปนาวุธ และปืนใหญ่จากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่พร้อมจะใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะเป็นโล่กำบัง เขาจึงเสนอแนะว่าสหรัฐฯ ควรใช้วิธีบุกโจมตีแล้วรีบถอนกำลังรวดเร็ว เพื่อลดความสูญเสีย
แม้แต่ในวุฒิสภาสหรัฐฯ เองก็มีเสียงแตก วุฒิสมาชิก ลินด์ซีย์ เกรแฮม สายเหยี่ยวจากพรรครีพับลิกัน ได้ออกมาสนับสนุนแนวทางนี้อย่างสุดตัว โดยเปรียบเทียบว่าสหรัฐฯ เคยผ่านสมรภูมินองเลือดอย่าง “เกาะอิโวจิมา” ในสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว ท่ามกลางเสียงวิจารณ์อย่างหนักถึงความสูญเสียที่อาจตามมา
ความย้อนแย้งของทำเนียบขาวและผลกระทบต่อโลก
แม้โฆษกทำเนียบขาวจะออกมาระบุว่า เพนตากอนเพียงแค่เตรียมแผนเพื่อเป็นตัวเลือกสูงสุดให้กับผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ กลับยังคงยืนกรานต่อหน้าสื่อว่าจะไม่มีการส่งทหารราบลงเหยียบแผ่นดินอิหร่านอย่างแน่นอน สอดคล้องกับผลโพลที่ชาวอเมริกันกว่า 62% คัดค้านการส่งทหารราบเข้าสู่สมรภูมินี้
หากประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจไฟเขียวแผนบุกยึดเกาะคาร์กจริง นี่จะไม่ใช่แค่ความเสี่ยงต่อชีวิตทหารอเมริกัน แต่จะเป็นการจุดชนวนวิกฤตอุปทานน้ำมันโลก (Supply Shock) ครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าอาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะยานทะลุ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในทันที