คัดลอก URL แล้ว
“ไม่ร่วมโต๊ะ ก็กลายเป็นเมนู” เมื่อวาทะ มาร์ก คาร์นีย์ เขย่าระเบียบโลก

“ไม่ร่วมโต๊ะ ก็กลายเป็นเมนู” เมื่อวาทะ มาร์ก คาร์นีย์ เขย่าระเบียบโลก

“Middle powers must act together because if you are not at the table, you are on the menu.”
(กลุ่มมหาอำนาจระดับกลางต้องร่วมมือกัน เพราะ หากคุณไม่ได้เป็นผู้ร่วมโต๊ะเจรจา คุณก็จะกลายเป็นแค่อาหารบนโต๊ะ)

ในโลกการทูตและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นผู้นำประเทศใช้ถ้อยคำที่รุนแรงและตรงไปตรงมาเช่นนี้ แต่คำกล่าวของ มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดา กลางเวที World Economic Forum (WEF) 2026 ณ เมืองดาวอส เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่บรรดาสื่อและนักวิเคราะห์ชั้นนำระดับโลกต่างเห็นพ้องต้องกันว่า นี่คือจุดสิ้นสุดของระเบียบโลกเก่า และจุดเริ่มต้นของสงครามจัดระเบียบโลกใหม่

จุดจบของ “Pax Americana”: เมื่อผู้พิทักษ์กลายเป็นผู้ข่มขู่

วิกฤตความเชื่อมั่นที่ปะทุขึ้นในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ถูกจุดชนวนรุนแรงจากการที่สหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หันมาใช้นโยบาย “America First” แบบสุดโต่ง การใช้กำแพงภาษีเป็นอาวุธเพื่อบีบบังคับให้ชาติยุโรปขาย “เกาะกรีนแลนด์” คือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำลายภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำโลกเสรี

ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เหตุการณ์นี้เป็นการประกาศอย่างเป็นทางการว่า ยุค “Pax Americana” (สันติภาพภายใต้ร่มเงาอเมริกา) ได้สิ้นสุดลงแล้ว สหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้พิทักษ์ระบบพหุภาคีและกฎระเบียบการค้าโลก (WTO) อีกต่อไป แต่ได้ผันตัวเป็น “มหาอำนาจที่ใช้กล้ามเนื้อบีบบังคับ” (Transactional Bully) ซึ่งมองพันธมิตรดั้งเดิมเป็นเพียงหมากบนกระดานผลประโยชน์

ถอดรหัส “โต๊ะ” และ “เมนู”

คำเปรียบเปรยของคาร์นีย์ หลายฝ่ายต่างชี้ว่า ถ้อยคำดังกล่าวมีนัยยะทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ลึกซึ้ง

“The Table” (โต๊ะเจรจา): หมายถึงอำนาจในการกำหนดกติกาโลก สิทธิในการต่อรอง และการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานระดับสูง (เช่น แร่ธาตุหายาก ชิปเซ็ต และ AI)

“The Menu” (รายการอาหาร): หมายถึงสภาวะที่ต้องจำนน ถูกเอารัดเอาเปรียบทางภาษี เสียเปรียบดุลการค้า และสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจ

สาระสำคัญที่คาร์นีย์ต้องการสื่อ คือการเตือนสติว่า โลกยุคโลกาภิวัตน์แบบเดิมตายไปแล้ว หากประเทศที่ไม่ได้มีขนาดเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่เท่าสหรัฐฯ หรือจีน เลือกที่จะยืนหยัดเพียงลำพัง พวกเขาจะถูก “กลืนกิน” ทีละคำตามกลยุทธ์แบ่งแยกแล้วปกครอง (Divide and Conquer)

การผงาดขึ้นของ “ขั้วอำนาจระดับกลาง” (The Rise of Middle Powers)

ปฏิกิริยาที่น่าจับตามองที่สุดจากวิกฤตนี้คือ การรวมตัวกันของ “มหาอำนาจระดับกลาง” (Middle Powers) นำโดย สหภาพยุโรป (EU) และ แคนาดา พร้อมด้วยแนวร่วมสำคัญอย่าง สหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

ประเทศเหล่านี้มีจุดร่วมกันคือ เป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ไม่มีขนาดตลาดในประเทศใหญ่พอจะทนทานต่อสงครามการค้าได้เพียงลำพัง การที่ EU ประกาศแช่แข็งดีลการค้ากับสหรัฐฯ มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์เมื่อเร็วๆ นี้ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ขั้วอำนาจนี้พร้อมจะ “สร้างโต๊ะเจรจาของตัวเอง” เพื่อคานอำนาจกับทั้งสหรัฐฯ และจีน

จับตา ฉากทัศน์โลกใหม่: สามก๊กแห่งศตวรรษที่ 21

จากข้อมูลวิเคราะห์ของสำนักข่าวอย่าง Financial Times และ Bloomberg โลกเศรษฐกิจนับจากปี 2026 เป็นต้นไป จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้วอำนาจหลักที่มีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) แยกขาดจากกัน:

ขั้วที่ 1: สหรัฐอเมริกาผู้โดดเดี่ยว (The Isolationist US) เน้นการปกป้องตลาดในประเทศ กีดกันคู่แข่งทุกทาง

ขั้วที่ 2: แกนตะวันออก (The Eastern Bloc) นำโดย จีน และรัสเซีย เน้นขยายอิทธิพลไปยังกลุ่ม Global South (แอฟริกา, อเมริกาใต้)

ขั้วที่ 3: พันธมิตรทางสายกลาง (The Middle Power Alliance) นำโดย EU และแคนาดา เน้นการค้าเสรีแบบมีเงื่อนไข (Conditional Free Trade) ภายในกลุ่มที่ไว้ใจได้เท่านั้น (Friend-shoring)

วาทะ “ไม่ร่วมโต๊ะ ก็เป็นเมนู” ของมาร์ก คาร์นีย์ เป็นเสมือนเสียงระฆังเตือนภัยระดับสูงสุดสำหรับประชาคมโลก ในยุคที่กติกาเดิมถูกฉีกทิ้ง ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง “เลือกข้าง” หรือ “รวมกลุ่มกันให้เหนียวแน่นที่สุด”

สำหรับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก (รวมถึงกลุ่มอาเซียน) การพยายามวางตัวเป็นกลางอย่างไร้ทิศทาง อาจไม่ได้หมายถึงการเป็นผู้รอดพ้นจากความขัดแย้ง แต่อาจหมายถึงการพาตัวเองไปอยู่ “บนจานอาหาร” ของมหาอำนาจโดยไม่รู้ตัว.


ข่าวที่เกี่ยวข้อง