นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (หรือตำแหน่งปัจจุบัน) ออกโรงชี้แจงถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ล่าสุด โดยเน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่ “นโยบายประชานิยมแจกเงิน” ตามที่หลายฝ่ายเข้าใจคลาดเคลื่อน แต่คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) ของประเทศในระยะยาว ในโครงการ “สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” เพื่อเป็นแรงจูงใจดึงเศรษฐกิจนอกระบบมูลค่า 9 ล้านล้านบาทขึ้นมาบนดิน
“ไม่ใช่การแจกฟรี แต่คือการขยายฐานภาษี”
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีความเข้าใจผิดว่านโยบายนี้เป็นการใช้จ่ายงบประมาณอย่างสิ้นเปลือง แต่แท้จริงแล้วนี่คือกลยุทธ์เพิ่มรายได้รัฐอย่างเป็นระบบ หัวใจสำคัญคือการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี ผ่านการใช้สิทธิ์ลุ้นรางวัล เมื่อประชาชนเรียกหาใบเสร็จเพื่อลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้าน ฐานภาษีของประเทศก็จะขยายตัวทันที ซึ่งส่งผลดีกว่าการใช้กฎหมายบังคับหรือการลงโทษ
โดยโครงการนี้ได้ตั้งเป้าหมายสร้างความหวังด้วยการแจกรางวัลใหญ่ “เปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 รางวัล” เพื่อดึงดูดให้ประชาชนและผู้ประกอบการเดินเข้าสู่ระบบอย่างสมัครใจ
เปิดตัวเลขความคุ้มค่า “ลงทุนหลักพันล้าน ได้คืนหลักแสนล้าน” รัฐมนตรีช่วยฯ คลัง ยังได้ยกกรณีศึกษา (Case Study) ระดับโลกที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว เช่น บราซิล และ ไต้หวัน ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบที่ช่วยเพิ่มรายได้ภาษีได้ถึง 20%
เมื่อนำมาคำนวณความคุ้มค่า (ROI) กับประเทศไทย ปัจจุบันฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 8-9 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มการจัดเก็บได้ 20% เท่ากับไต้หวัน รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนการแจกเงินรางวัลของโครงการอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น คิดเป็นต้นทุนเพียง 3.3% จึงนับว่าเป็นการ “ลงทุนหลักพันล้าน แต่มีโอกาสได้คืนหลักแสนล้าน”
ขุมทรัพย์ที่แท้จริงคือ “Big Data” นายจุลพันธ์ ย้ำว่า สิ่งที่รัฐจะได้มากกว่าเงินภาษีคือ “ข้อมูลเศรษฐกิจแบบ Real-time” ซึ่งเป็นขุมทรัพย์มหาศาล รัฐจะรู้ข้อมูลระดับจุลภาค (Micro data) ทันทีว่าตลาดใดขายอะไร สินค้าแพงตรงไหน และสามารถนำ AI มาวิเคราะห์เพื่อออกแบบสวัสดิการได้ตรงจุด เลิกการใช้งบแบบ “หว่านแห” เหมือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังเป็นการแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีมูลค่ากว่า 9 ล้านล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก นโยบายนี้จึงเป็นทางออกที่สร้างสถานการณ์ “Win-Win” ทุกฝ่าย ประชาชนได้ลุ้นรางวัล รัฐได้ฐานภาษีใหม่ และประเทศได้ Big Data
ในช่วงท้าย นายจุลพันธ์ ยังได้ตอบโต้ข้อกังวลเรื่องการ “ล็อกผล” รางวัลว่า เป็นเพียงวาทกรรมที่ไร้หลักฐาน เพราะระบบสุ่มถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบได้ (Auditable) และโปร่งใส
“นโยบายนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นประชานิยมแจกเงินแบบเก่า แต่ควรถูกมองว่าเป็น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เป็นการเริ่มต้นวันนี้ เพื่อผลตอบแทนในอนาคต ทั้งในรูปของรายได้รัฐ และฐานข้อมูลที่มีมูลค่าเกินกว่าจะประเมินได้ “ นายจุลพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย