คัดลอก URL แล้ว
เปิดขุมทรัพย์ “Arco Minero” มูลค่าหลักแสนล้านเหรียญฯ ในดินแดนเวเนซุเอลา

เปิดขุมทรัพย์ “Arco Minero” มูลค่าหลักแสนล้านเหรียญฯ ในดินแดนเวเนซุเอลา

ทันทีที่สิ้นสุดปฏิบัติการสายฟ้าแลบของกองทัพสหรัฐฯ ในการเข้าควบคุมตัว นิโคลัส มาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลา โลกไม่ได้จับตาดูแค่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในทำเนียบมิราฟลอเรสเท่านั้น นักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและพลังงานต่างพุ่งเป้าไปที่น้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา

แต่ยังมีอีกหนึ่งพื้นที่ชุมทรัพย์ใต้ดินที่ตั้งอยู่ในป่าลึกทางตอนใต้ของแม่น้ำโอริโนโก มูลค่ากว่าแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการคาดการณ์ของรัฐบาลเวเนซุเอลา แม้หากการประเมินผิดพลาด แต่ทรัพยากรในพื้นที่ ก็ยังคงมหาศาล ท่ามกลางเหมืองเถื่อนจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว

ที่นั่นคือที่ตั้งของ “Arco Minero del Orinoco” (อาร์โก มิเนโร เดล โอริโนโก – Mining Arc of the Orinoco) เขตเศรษฐกิจพิเศษที่ชื่อว่า เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเหมืองแร่อาร์โก มิเนโร มีมูลค่ามหาศาลนับแสนล้านเหรียญ และนี่ก็ทำให้หลายคนอดนึกไม่ได้ว่า อาจเป็น “กุญแจดอกสำคัญ” ที่สหรัฐฯ ต้องการไขเข้าไปบริหารจัดการฟื้นฟูเวเนซุเอลาหรือไม่?

พิกัดขุมทรัพย์: ใหญ่กว่า “เกาหลีใต้” ทั้งประเทศ!

พื้นที่ของ “Arco Minero del Orinoco” มีขนาดมหึมาจนน่าตกใจ หากกางแผนที่ดูจะพบความยิ่งใหญ่ในระดับภูมิภาค ทอดตัวยาวเป็นรูปโค้งพระจันทร์เสี้ยวอยู่ทาง ตอนใต้ของแม่น้ำโอริโนโก (Orinoco River) กินอาณาเขตครอบคลุม 3 รัฐใหญ่ ได้แก่ รัฐโบลิวาร์ (Bolívar), รัฐอามาโซนัส (Amazonas) และรัฐเดลตา อามากูโร (Delta Amacuro)

กินพื้นที่รวมกว่า 111,843 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็น 12.2% ของพื้นที่ประเทศเวเนซุเอลา หรือเปรียบเทียบอย่างง่าย นั่นคือ “มีขนาดใหญ่กว่าประเทศเกาหลีใต้ทั้งประเทศ”

นี่จึงไม่ใช่แค่เขตอุตสาหกรรม แต่เป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งบนผิวโลก ซึ่งที่ผ่านมา Arco Minero del Orinoco ได้ถูกประกาศเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจมาตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ 2016 กำหนดให้เป็นเขตยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาแห่งชาติ

มหาอำนาจทองคำโลกรายใหม่ (The New Gold Superpower)

สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ดินของ Arco Minero ไม่ใช่แค่แร่ธาตุธรรมดา แต่คือปริมาณทองคำมหาศาลที่อาจเปลี่ยนดุลอำนาจการคลังของโลก ซึ่งข้อมูลจากการประเมินของรัฐบาลเวเนซุเอลา ได้ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ทีมีการพบสายแร่ทองคำขนาดใหญ่

คาดว่า ปริมาณทองคำในพื้นที่ดังกล่าวจัดอยู่ใน “ระดับต้น ๆ โลก” จากข้อมูลทางธรณีวิทยาที่เคยถูกอ้างอิงโดยรัฐบาลมาดูโร ระบุว่า พื้นที่นี้อาจมีทองคำสำรองสูงถึง 7,000 ตัน หากได้รับการยืนยันและขุดเจาะด้วยเทคโนโลยีสัมปทานตะวันตก จะส่งผลให้เวเนซุเอลากลายเป็น ผู้ครอบครองทองคำอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา

ทองคำเหล่านี้คือสภาพคล่องที่จับต้องได้ที่สุด และรัฐบาลเวเนซุเอลา ก็ได้ส่งสัญญาณเตรียมเปิดเหมืองในพื้นที่เหล่านี้แล้ว แต่ด้วยสภาพปัญหาต่าง ๆ ในประเทศ ส่งผลให้เกิดการลักลอบเปิดเหมืองทองคำเถื่อนเป็นจำนวนมาก

“Coltan” และแร่หายาก (The Strategic Tech War)

ไม่ใช่แค่ทองคำเท่านั้น ในพื้นที่ของ “Arco Minero del Orinoco” ยังมีประเด็นที่น่าจับตายิ่งกว่าทองคำ คือแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “โคลแทน” (Coltan) หรือที่รู้จักกันในฉายา “ทองคำสีน้ำเงิน” (Blue Gold) รวมถึงแร่หายาก (Rare Earths) อื่นๆ

โคลแทนคือวัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิปอิเล็กทรอนิกส์, สมาร์ทโฟน, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปจนถึง “ระบบอาวุธนำวิถีและเทคโนโลยีอวกาศ” ของสหรัฐฯ

ที่ผ่านมา จีนและรัสเซียได้แผ่อิทธิพลเข้ามาในพื้นที่นี้ผ่านรัฐบาลมาดูโร การที่สหรัฐฯ เข้ามา “จัดระเบียบ” ใหม่ จึงเท่ากับเป็นการ ตัดท่อน้ำเลี้ยงทางยุทธศาสตร์ของจีน และดึงทรัพยากรเหล่านี้กลับเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของโลกตะวันตกโดยตรง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ในศตวรรษที่ 21

จาก “ดินแดนเถื่อน” สู่ “สัมปทานระดับโลก” ???

ภายใต้รัฐบาลมาดูโร Arco Minero ถูกมองว่าเป็นดินแดนไร้กฎหมายที่เต็มไปด้วยกลุ่มติดอาวุธและการลักลอบค้าของเถื่อน แต่การเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจครั้งนี้ จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจขนานใหญ่

หากรัฐบาลชุดใหม่เกิดขึ้น และอยู่ภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐฯ ดำเนินการกวาดล้างกลุ่มอิทธิพลเดิม และเปิดทางให้ บริษัทเหมืองแร่ยักษ์ใหญ่จากตะวันตก (สหรัฐฯ, แคนาดา) เข้ามาถือสัมปทานอย่างเป็นทางการ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง “ความโปร่งใส” และ “เทคโนโลยีที่ทันสมัย”

เมื่อพื้นที่นี้เข้าสู่ระบบมาตรฐานสากล มูลค่าของแร่ธาตุ (ที่ประเมินว่าสูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์) จะถูกดึงออกมาใช้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการชำระหนี้ต่างประเทศและขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเหมืองแร่อาร์โก มิเนโร ขุมทรัพย์ขนาดใหญ่นี้ จะมีอยู่มากมายดั่งที่รัฐบาลเวเนซุเอลาประเมินไว้หรือไม่ นั่นคงต้องให้เวลาเปิดเครื่องพิสูจน์อีกครั้ง และคงต้องเฝ้าติดตามต่อไปว่า ใครจะได้ถือสิทธิ์ในการจัดการพื้นที่ หรือก่อสร้างเหมืองแร่ในพื้นที่นี้กันแน่


ข้อมูล :


ข่าวที่เกี่ยวข้อง