ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งผู้บริหารเมื่อวันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2025 เพื่อเริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนชื่อ “กระทรวงกลาโหม” (Department of Defense) กลับไปใช้ชื่อดั้งเดิมในประวัติศาสตร์คือ “กระทรวงสงคราม” (Department of War) ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ครั้งสำคัญที่เขาเชื่อว่าจะช่วยฟื้นฟู “จิตวิญญาณของนักรบ” และส่งสารแห่งความแข็งแกร่งไปทั่วโลก
“มันเป็นชื่อที่เหมาะสมกว่ามาก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์โลกในตอนนี้” ทรัมป์กล่าวระหว่างพิธีลงนามในห้องทำงานรูปไข่ พร้อมระบุว่าชื่อ “กระทรวงกลาโหม” ที่ถูกเปลี่ยนในปี 1947 นั้นเป็นชื่อที่ “ตื่นรู้” (woke) และเน้นการตั้งรับมากเกินไป “เราเคยมีประวัติศาสตร์แห่งชัยชนะอันน่าทึ่งเมื่อครั้งที่ยังเป็นกระทรวงสงคราม” ทรัมป์กล่าว
โดยคำสั่งผู้บริหารนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงข้อบังคับที่การเปลี่ยนชื่อหน่วยงานรัฐบาลกลางจะต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส โดยคำสั่งนี้จะกำหนดให้ “กระทรวงสงคราม” เป็น “ชื่อรอง” (secondary title) ซึ่งอนุญาตให้หน่วยงานและรัฐมนตรีว่าการฯ สามารถใช้ชื่อและตำแหน่งดังกล่าวในเอกสารและการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ทันที เว็บไซต์ของเพนตากอนได้เปลี่ยนจาก defense.gov เป็น war.gov แล้วเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้
ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) ซึ่งทรัมป์ได้เริ่มเรียกเขาว่า “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม” กล่าวสนับสนุนการตัดสินใจนี้อย่างเต็มที่ “เราจะเล่นเกมรุก ไม่ใช่แค่เกมรับ” เฮกเซธกล่าว “เราจะสร้างนักรบ ไม่ใช่แค่ผู้พิทักษ์ กระทรวงสงครามนี้ เช่นเดียวกับอเมริกา ได้กลับมาแล้ว”
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “จิตวิญญาณของนักรบ” ของทรัมป์ และเขามีความตั้งใจที่จะให้การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลถาวร โดยคำสั่งผู้บริหารได้มอบหมายให้เฮกเซธเสนอแนวทางทั้งในทางบริหารและทางนิติบัญญัติเพื่อให้การเปลี่ยนชื่อเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งพันธมิตรของทรัมป์ในสภาคองเกรส เช่น ส.ส. เกร็ก สตูบี จากฟลอริดา ได้เตรียมยื่นร่างกฎหมายเพื่อรับรองการเปลี่ยนชื่อนี้แล้ว
ที่ผ่านมานั้น กระทรวงสงคราม ก่อตั้งขึ้นในปี 1789 และดูแลกองทัพบกมาโดยตลอด จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ผ่านรัฐบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติปี 1947 ซึ่งรวมกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศที่ตั้งขึ้นใหม่ไว้ด้วยกัน และเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงกลาโหมในปี 1949 โดยทรัมป์และเฮกเซธต่างแย้งว่าสหรัฐฯ “ไม่เคยชนะสงครามใหญ่อีกเลย” นับตั้งแต่การเปลี่ยนชื่อครั้งนั้น