สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาดิ่งสู่จุดตึงเครียด เมื่อรัฐบาลกัมพูชาประกาศมาตรการตอบโต้ ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยลงเหลือเพียงระดับอุปทูต พร้อมเรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับประเทศ การตัดสินใจนี้มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ฝ่ายไทยได้ประกาศลดระดับความสัมพันธ์และปิดด่านชายแดนก่อน
กัมพูชาระบุเป็นการกระทำที่จำเป็น
ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 24 ก.ค. 2568 กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ฉบับเร่งด่วน ประกาศมาตรการตอบโต้ทางการทูตต่อไทย โดยระบุว่าเป็นการกระทำที่ “จำเป็นและสมน้ำสมเนื้อ” เพื่อปกป้องเกียรติภูมิและอธิปไตยของชาติ จากการกระทำของไทยที่กัมพูชามองว่าเป็นการสร้างความตึงเครียดแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยมาตรการของกัมพูชาประกอบด้วยการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตลงเหลือระดับอุปทูต (Chargé d’affaires) การเรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชา ณ กรุงเทพมหานคร กลับประเทศ และการยื่นหนังสือประท้วงทางการทูตต่อฝ่ายไทย
การดำเนินการดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่กระทรวงกลาโหมและผู้นำระดับสูงของกัมพูชาได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยอย่างแข็งกร้าวมาตลอดหลายวัน โดยยืนยันว่าทุ่นระเบิดที่เกิดเหตุเป็นมรดกตกค้างจากสงคราม ไม่ใช่ทุ่นที่นำมาวางใหม่ พร้อมทั้งกล่าวหาว่าฝ่ายไทยเองที่เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงเรื่องเส้นทางการลาดตระเวนตามบันทึกความเข้าใจปี 2000 (MOU 2000) จนนำไปสู่เหตุการณ์น่าสลดดังกล่าว
ซึ่งความขัดแย้งทางการทูตรอบล่าสุดนี้ มีชนวนเหตุมาจากเหตุการณ์ที่ทหารไทยชุดลาดตระเวนเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลบริเวณช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี จนได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายนายเมื่อวานที่ผ่านมาที่ผ่านมา และเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกนำมาวางใหม่ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างร้ายแรง
รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจประกาศมาตรการตอบโต้กัมพูชาอย่างเป็นทางการ ประกอบด้วยการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต การเรียกเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญกลับประเทศ พร้อมทั้งขับทูตกัมพูชากลับประเทศ และมีคำสั่งปิดจุดผ่านแดนถาวรและจุดผ่อนปรนไทย-กัมพูชาอีกด้วย