ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศยืนยันอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าจากประเทศไทยที่ 36% โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568 การประกาศล่าสุดนี้มีขึ้นเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา และเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกำแพงภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ที่สหรัฐฯ ใช้กับหลายประเทศคู่ค้าทั่วโลก เพื่อตอบโต้สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าเป็นการค้าที่ไม่เป็นธรรมและแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า

ารประกาศดังกล่าวตอกย้ำอัตราภาษีเดิมที่เคยประกาศไว้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ซึ่งสร้างความกังวลให้กับภาคการส่งออกของไทยเป็นอย่างมาก แม้ว่ารัฐบาลไทยจะได้นำคณะเดินทางไปเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม และยื่นข้อเสนอใหม่เพื่อหวังลดอัตราภาษีให้เหลือในระดับ 10% แต่การประกาศล่าสุดดูเหมือนจะยังไม่สะท้อนผลการเจรจาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ประตูการเจรจายังคงเปิดอยู่ โดยสหรัฐฯ ได้ขยายกรอบเวลาการบังคับใช้ภาษีจากเดิม 9 กรกฎาคม ไปเป็น 1 สิงหาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ รวมถึงไทย สามารถหาข้อสรุปในโค้งสุดท้ายได้

ทำให้ในขณะนี้ หลายฝ่ายมองว่า สถานการณ์ของไทยแตกต่างจากเวียดนาม ซึ่งเป็นชาติแรกในอาเซียนที่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้สำเร็จ โดยเวียดนามจะถูกเก็บภาษีในอัตรา 20% ลดลงจากที่ประกาศครั้งแรกเกือบครึ่งหนึ่ง แลกกับการเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ เข้าไปโดยไม่เสียภาษี ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนต่างก็ได้รับการปรับลดอัตราภาษีลงเช่นกัน ทำให้เกิดคำถามถึงทิศทางการเจรจาและจุดยืนของไทยนับจากนี้
ส่วนภาคเอกชนและนักวิเคราะห์ต่างแสดงความกังวลว่า หากอัตราภาษี 36% มีผลบังคับใช้จริง จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญ และอาจฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ไทม์ไลน์: เส้นทางกำแพงภาษีทรัมป์และท่าทีชาติอาเซียน
2 เมษายน 2568 :
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศนโยบายกำแพงภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) หรือที่เรียกว่า “Liberation Day” โดยกำหนดอัตราภาษีพื้นฐาน 10% กับทุกประเทศ และมีอัตราที่สูงขึ้นสำหรับประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าจำนวนมาก
อัตราภาษีแรกสำหรับอาเซียน:
- กัมพูชา: 49%
- เวียดนาม: 48%
- ลาว: 46%
- ไทย: 36%
- อินโดนีเซีย: 32%
- มาเลเซีย: 24%
สหรัฐฯ ให้เวลา 90 วัน สำหรับการเจรจา โดยมีเส้นตายวันที่ 9 กรกฎาคม 2568
4-5 เมษายน 2568
- กัมพูชา: เริ่มต้นเจรจากับสหรัฐฯ ทันที เสนอลดภาษีสินค้าสหรัฐฯ 19 หมวดหมู่ เหลือ 5%
- เวียดนาม: ติดต่อขอเจรจาเช่นกัน โดยเสนอความเป็นไปได้ที่จะลดภาษีสินค้าสหรัฐฯ เหลือ 0% หากบรรลุข้อตกลง
6 เมษายน 2568
- ไทย: นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร แถลงการณ์ตั้งคณะทำงานเพื่อเจรจาและหาข้อเสนอให้กับสหรัฐฯ ทั้งในด้านการเพิ่มการนำเข้าสินค้าพลังงานและเกษตรจากสหรัฐฯ และการส่งเสริมการลงทุน
ช่วงปลายเดือนมิถุนายน – ต้นเดือนกรกฎาคม 2568
- ไทย: นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะ เดินทางไปวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเจรจาในระดับรัฐมนตรีกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก พร้อมยื่นข้อเสนอใหม่ โดยมีเป้าหมายลดภาษีให้เหลือ 10%
- อินโดนีเซีย: ยื่นข้อเสนอทางการค้าและการลงทุนมูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับการผ่อนปรนด้านภาษี
3 กรกฎาคม 2568
- เวียดนาม: บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้สำเร็จ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศลดอัตราภาษีให้เวียดนามเหลือ 20% ขณะที่สหรัฐฯ สามารถส่งออกสินค้าไปเวียดนามโดยปลอดภาษี
7 กรกฎาคม 2568
- สหรัฐฯ: ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศอัตราภาษีสุดท้ายที่จะมีผลในวันที่ 1 สิงหาคม 2568
- ไทย: คงอัตราที่ 36%
- กัมพูชา: ลดเหลือ 36% (จาก 49%)
- ลาว: ลดเหลือ 40% (จาก 48%)
- เมียนมา: ลดเหลือ 40% (จาก 44%)
- มาเลเซีย: 25% (เพิ่มขึ้นจาก 24 %)
- เวียดนาม: 20% (ตามข้อตกลง)