จากเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง โดยหลายหน่วยงานเร่งลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นการเร่งด่วน
โดยในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีพายุฝนฟ้าคะนองตกลงมาในพื้นที่ตอนกลางของรัฐเท็กซัส อย่างหนักและต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่า ปริมาณฝนที่ตกลงมานั้น วัดได้สู่งถึง 305 มิลลิเมตร ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ก็ได้ทะลักเข้าท่วมพื้นที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะที่อยู่ริมน้ำ

เช่นที่ แม่น้ำกวาดาลูป ในเคอร์ เคาน์ตี มีรายงานว่า ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสูงกว่าเดิมถึง 8 เมตร และกระแสน้ำก็ได้พัดพาบ้านเรือน และที่พักอาศัย รวมถึงข้าวของของประชาชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำไปด้วย

ซึ่งกระแสน้ำ ยังได้พัดพาผู้คนจำนวนมากไปกับสายน้ำอีกด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งเข้าให้การช่วยเหลือ และคนหาผู้สูญหายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ค่ายฤดูร้อนริมแม่น้ำ “แคมป์ มิสติก” ที่มีการจัดกิจกรรมอยู่ ล่าสุด มีตัวเลขรายงานยอดผู้เสียชีวิตแล้ว อย่างน้อย 80 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 40 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กหญิง และครูที่ปรีกษาด้วย

สำหรับปฏิบัติการค้นหาเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากกระแสน้ำที่ยังคงเชี่ยวแรงในบางจุด และมีเศษซากบ้านเรือน ต้นไม้ และยานพาหนะกีดขวางเส้นทางเป็นวงกว้าง เฮลิคอปเตอร์และโดรนถูกนำมาใช้เพื่อบินสำรวจจากมุมสูง ขณะที่ทีมกู้ภัยทางน้ำกำลังพายเรือค้นหาตามแนวแม่น้ำกัวดาลูป ซึ่งเป็นจุดที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 30 ฟุตในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงจากอิทธิพลของพายุฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก

นอกจากนี้ สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่า อาจจะมีพายุพัดถล่มซ้ำในพื้นที่ตอนกลางของเท็กซัสอีกด้วย ซึ่งนั่นจะส่งผลให้การช่วยเหลือต่าง ๆ ทำได้ยากขึ้นไปอีก โดยความหวังที่จะพบผู้รอดชีวิตเริ่มลดน้อยลง แต่ปฏิบัติการจะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะมั่นใจว่าได้ค้นหาครอบคลุมทุกพื้นที่ที่เป็นไปได้แล้ว

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้อนุมัติการประกาศให้เคอร์ เคาน์ตี้ เป็นเขตภัยพิบัติครั้งใหญ่แล้ว ซึ่งจะทำให้รัฐบาลกลางสามารถจัดสรรงบประมาณและความช่วยเหลือฉุกเฉิน รวมถึงส่งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานจัดการภาวะฉุกเฉินของรัฐบาลกลาง (FEMA) และกองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) เข้ามาเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้
