นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา หรือที่รู้จักในนาม “หมอเจด” ได้ให้ความรู้ผ่านเพจเฟซบุ๊กของตนเกี่ยวกับความเข้าใจผิดในเรื่องการขับถ่าย โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าการอึทุกวันเป็นเครื่องหมายของสุขภาพที่ดี
หมอเจดอธิบายว่า ความถี่ในการขับถ่ายที่ปกติมีช่วงกว้างมาก โดยช่วงปกติคือ 3 ครั้งต่อวัน จนถึง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือที่เรียกว่า “สามสาม” ผู้ที่ขับถ่ายทุกวันอาจมีระบบย่อยอาหารและการเผาผลาญที่ทำงานเร็ว ขณะที่บางคนอาจขับถ่ายวันเว้นวันหรือสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ซึ่งยังถือว่าปกติหากไม่มีอาการท้องอืดหรือแน่นท้อง
อย่างไรก็ตาม การขับถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์อาจเข้าข่ายภาวะท้องผูก และการขับถ่ายบ่อยเกินวันละ 3 ครั้งหรือมีอุจจาระเหลวอาจเข้าข่ายท้องเสีย
นอกจากความถี่แล้ว ลักษณะของอุจจาระก็มีความสำคัญ โดยหมอเจดได้อธิบายถึง Bristol Stool Chart ซึ่งแบ่งลักษณะอุจจาระเป็น 7 ประเภท:
- Type 1: อุจจาระแข็งเป็นเม็ดเล็กๆ บ่งชี้ภาวะท้องผูกรุนแรง
- Type 2: อุจจาระแข็งเป็นก้อนยาว แสดงถึงท้องผูกเล็กน้อย
- Type 3: อุจจาระเป็นแท่งยาวมีรอยแตก ถือว่าปกติแต่อาจขาดความชุ่มชื้น
- Type 4: อุจจาระเป็นแท่งเรียบลื่น ถือเป็นลักษณะที่ดีที่สุด ขับถ่ายง่าย
- Type 5: อุจจาระเป็นก้อนนิ่มหลายชิ้น เริ่มอ่อนนิ่ม อาจเกิดจากการกินไฟเบอร์มากเกินไป
- Type 6: อุจจาระเป็นเนื้อเหลว บ่งชี้ท้องเสียเล็กน้อย
- Type 7: อุจจาระเป็นน้ำไม่มีเนื้อ แสดงถึงท้องเสียรุนแรง
หมอเจดยังอธิบายเพิ่มเติมว่า อาหารมีผลโดยตรงต่อลักษณะของอุจจาระ โดยอาหารที่มีไฟเบอร์สูงทำให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายง่าย ส่วนอาหารประเภทเนื้อและไขมันสูงอาจทำให้อุจจาระแข็งขึ้นหรือขับถ่ายน้อยลง และอาหารหวานหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้อุจจาระเหลวหรือขับถ่ายบ่อยขึ้น
สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย หมอเจดแนะนำวิธีแก้ไขดังนี้:
- ถ้าท้องผูก ควรดื่มน้ำมากขึ้น (2-3 ลิตรต่อวัน) เพิ่มอาหารที่มีไฟเบอร์ ออกกำลังกาย และอาจพิจารณาอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมโพรไบโอติกส์
- ถ้าท้องเสีย ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน นม หรืออาหารเผ็ด ดื่มน้ำเกลือแร่ และรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย หากมีอาการรุนแรงนานเกิน 48 ชั่วโมงควรรีบพบแพทย์
หมอเจดสรุปว่า เราไม่จำเป็นต้องขับถ่ายทุกวัน ถ้าไม่มีอาการผิดปกติก็ไม่ต้องกังวล และสิ่งสำคัญคือควรสังเกตลักษณะอุจจาระของตัวเอง เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพได้