ประธาน กมธ.ป.ป.ช. ตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯ 2 คณะ เพื่อให้การทำงานมีความชัดเจน เป็นระบบ และสามารถตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ลั่น การแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นต้องแก้ตั้งแต่ต้นทางซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้
เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่รัฐสภา นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร คนได้เสนอให้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้น 2 คณะ เพื่อให้การทำงานของคณะกรรมาธิการมีความชัดเจน เป็นระบบ และสามารถตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยคณะที่ 1 คือ คณะอนุกรรมาธิการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งคณะนี้จะทำหน้าที่เสมือน “ฝ่ายปฏิบัติงาน” ของคณะกรรมาธิการฯ โดยมีภารกิจสำคัญในการกลั่นกรองและศึกษาเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่ส่งมายังคณะกรรมาธิการฯ รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ประธานคณะกรรมาธิการหรือคณะกรรมาธิการมอบหมาย การทำงานของคณะนี้จะเน้น ระยะสั้นถึงระยะกลาง เพื่อพิจารณาปัญหาเฉพาะเรื่องที่กระทบต่อประชาชน หรือมีความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ โดยขณะนี้ได้เริ่มประชุมพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ ที่ร้องเรียนเข้ามาแล้วเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา
ส่วน คณะที่ 2 คือ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาแนวทางและมาตรการในการพัฒนาระบบการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งคณะนี้จะทำหน้าที่เสมือน “คลังความคิด” หรือ think tank ของคณะกรรมาธิการ โดยมีหน้าที่ศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรค กฎหมาย ระเบียบ และระบบการทำงานของภาครัฐที่อาจเป็นข้อจำกัดต่อการสร้างความโปร่งใส รวมถึงศึกษาแนวทางของนานาอารยประเทศที่สามารถนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้อย่างเหมาะสม เป้าหมายสำคัญ คือ การจัดทำข้อเสนอเชิงระบบ ทั้งด้านมาตรการ กฎหมาย ระเบียบ และแนวทางปฏิบัติ เพื่อเสนอให้สภาผู้แทนราษฎร รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ โดยสรุป คณะอนุกรรมาธิการทั้ง 2 คณะ จะทำงานควบคู่กัน คณะหนึ่งทำงานเชิงปฏิบัติ เพื่อช่วยพิจารณาปัญหาเฉพาะเรื่องและเรื่องร้องเรียนที่ประชาชนได้รับผลกระทบ อีกคณะหนึ่งทำงานเชิงระบบ เพื่อศึกษาปัญหาเชิงโครงสร้าง และเสนอแนวทางระยะกลางถึงระยะยาวในการลดโอกาสการทุจริตและยกระดับความโปร่งใสของประเทศ ผมเชื่อว่า การปราบปรามการทุจริตไม่ควรเป็นเพียงการแก้ปัญหาเมื่อเกิดความเสียหายแล้วเท่านั้น แต่ต้องทำควบคู่กับการป้องกัน วางระบบ ปรับกติกา และลดช่องว่างที่ทำให้เกิดการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง” ประธาน กมธ. ป.ป.ช. กล่าว
นายอาสพลธ์ กล่าวด้วยว่า แนวทางนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาล และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในการยกระดับมาตรฐานภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการยกระดับประเทศให้เข้าสู่มาตรฐานสากล จากนี้ไป ตนและคณะกรรมาธิการฯจะเดินทางไปแนะนำตัว ประสานงาน และขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกิดผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด เพราะความโปร่งใส ไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่คือรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นของประชาชน ความเป็นธรรมของประเทศ และอนาคตของประเทศไทย

