คัดลอก URL แล้ว

ป.ป.ช. ส่งหนังสือถึงกสทช. ลุยถามข้อเท็จจริงปมประธาน กสทช. อาจขาดคุณสมบัติ สั่งส่งเอกสารภายใน 15 วัน

เก้าอี้นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. และบทบาทของ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. กลับมาร้อนแรงอีกระลอก หลังสำนักงาน ป.ป.ช. ทำหนังสือถึงเลขาธิการ กสทช. ขอทราบข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐาน ปมถูกกล่าวหาว่ามีการละเว้นไม่นำความกราบบังคมทูลเพื่อให้ประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่ง ทั้งที่อาจขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม พร้อมตั้งคำถามตรง 3 ข้อว่า ใครมีอำนาจตรวจสอบ ใครมีหน้าที่ดำเนินการ และหากพบข้อเท็จจริงแล้ว ต้องเดินต่ออย่างไรตามกฎหมาย โดยกำหนดให้ส่งข้อมูลกลับภายใน 15 วัน

แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. เปิดเผยว่า บรรยากาศภายในองค์กรเริ่มตึงเครียดอีกครั้ง หลังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ส่งหนังสือถึงเลขาธิการ กสทช. ขอทราบข้อเท็จจริงและขอเอกสารหลักฐาน ในกรณีมีผู้กล่าวหาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจทุจริตต่อหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงอาจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

แก่นของเรื่องอยู่ที่ข้อกล่าวหาว่า มีการละเว้นไม่นำความกราบบังคมทูลเพื่อให้นายแพทย์สรณพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ทั้งที่มีข้อสงสัยเรื่องการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม อีกทั้งยังมีประเด็นพ่วงเรื่องการกระทำที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ด้วย
หนังสือของ ป.ป.ช. ซึ่งลงวันที่ 1 เมษายน 2569 ระบุชัดว่า เป็นการขอข้อเท็จจริงและขอเอกสารหลักฐานเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามกฎหมาย ป.ป.ช. โดยตั้งคำถามสำคัญ 3 ข้ออย่างตรงไปตรงมา คือ

ประเด็นที่ 1 การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช. อยู่ในอำนาจของหน่วยงานหรือบุคคลใด
ประเด็นที่2 หากพบว่ากรรมการ กสทช. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม สำนักงาน กสทช. ต้องดำเนินการอย่างไร
ประเก็นที่ 3 หากกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นกับประธาน กสทช. เอง ตัวคณะกรรมการ กสทช. มีอำนาจและหน้าที่ต้องทำอะไรต่อไปตามกฎหมาย

แหล่งข่าวกล่าวว่าหนังสือฉบับนี้ไม่ได้ถามเชิงเทคนิคหรือถามแบบพิธีการ แต่กำลังพุ่งตรงไปที่ “โครงสร้างความรับผิดชอบ” ว่า หากข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติเกิดขึ้นจริง ใครต้องเป็นคนชี้ ใครต้องเป็นคนขยับ และใครต้องรับผิด หากปล่อยให้เรื่องค้างอยู่โดยไม่มีการดำเนินการใดตามกฎหมาย

“ป.ป.ช.ไม่ได้ถามลอยๆ แต่ถามเป็นข้อๆ ว่าใครมีอำนาจ ใครมีหน้าที่ และหากพบปัญหาแล้ว ต้องทำอย่างไร”แหล่งข่าวกล่าว

ในหนังสือยังระบุให้สำนักงาน กสทช. แจ้งข้อเท็จจริงและส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรับรองสำเนาถูกต้องทุกแผ่น ไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ สะท้อนว่าเรื่องนี้ถูกยกระดับจากข้อถกเถียงภายใน ไปสู่กระบวนการขอข้อมูลอย่างเป็นทางการแล้ว แม้ในชั้นนี้จะยังไม่ใช่คำวินิจฉัยชี้ขาดก็ตาม

แหล่งข่าวในสำนักงาน กสทช. ระบุด้วยว่า หลังหนังสือของ ป.ป.ช. มาถึงสำนักงาน มีความพยายามไม่ให้เรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม กสทช. โดยอ้างว่า คุณหมอสรณได้สั่งการให้นายไตรรัตน์ รักษาการเลขาธิการ กสทช. ห้ามนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม หรือแจ้งให้กรรมการ กสทช. รับทราบโดยเด็ดขาด

แนวทางที่ถูกยืนยันภายใน คือการย้ำว่า ประธาน กสทช. ได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมาแล้วโดยคณะกรรมการสรรหา กสทช. และต่อมายังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จึงไม่ควรตีความหรือดำเนินการใดนอกเหนือไปจากแนวทางเดิม

พร้อมกันนั้น ยังมีการยืนยันด้วยว่า คณะกรรมาธิการ ICT วุฒิสภาชุดที่แล้ว ซึ่งเคยตรวจสอบประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. ก่อนหน้านี้ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการชี้ขาดเรื่องดังกล่าว และให้ยึดแนวตีความว่า การตรวจสอบคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งของ กสทช. เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยตีความไว้แล้ว

แต่เมื่อย้อนดูไทม์ไลน์ของเรื่องนี้ จะพบว่าปมดังกล่าวไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่พยายามอธิบาย เพราะเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2564 นายแพทย์สรณได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. ร่วมกับบุคคลอื่นรวม 7 คน ให้เป็นผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช. โดยในชั้นนั้นถือว่าได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว

หลังจากนั้น คณะกรรมการสรรหาได้ส่งรายชื่อผู้สมควรได้รับเลือกทั้ง 7 คนไปยังวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ ซึ่งหากดูตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ก็อาจตีความได้ว่า บทบาทของคณะกรรมการสรรหาได้สิ้นสุดลงตั้งแต่รายชื่อถูกส่งเข้าสู่กระบวนการของวุฒิสภาแล้ว

ต่อมาในวันที่ 20 ธันวาคม 2564 วุฒิสภาให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. จำนวน 5 คน และในวันที่ 10 มกราคม 2565 ผู้ที่ยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่กำหนด ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูล ทั้งหมดนี้เป็นไปตามมาตรา 18 ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

จากนั้นในวันที่ 13 เมษายน 2565 นายแพทย์สรณและกรรมการ กสทช. ที่ได้รับความเห็นชอบทั้ง 5 คน ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ โดยตามมาตรา 5 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

อย่างไรก็ตาม ปมที่ทำให้ข้อสงสัยยังคงอยู่คือ ข้อเท็จจริงอีกด้านซึ่งถูกหยิบขึ้นมาอ้างอิงในเอกสารและการตรวจสอบก่อนหน้านี้ โดยสรุปในทำนองว่า แม้นายแพทย์สรณจะได้ลาออกจากตำแหน่งรองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 อันถือเป็นการแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกจากตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐแล้วตามมาตรา 18 แต่ยังมีข้อมูลอีกด้านที่ระบุว่า เจ้าตัวยังคงตรวจและรักษาคนไข้ พร้อมได้รับค่าตอบแทนต่อเนื่องจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีอีกประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นจุดเสี่ยงสำคัญ คือเรื่องการลาออกจากการเป็นกรรมการของ บริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งข้อมูลที่ถูกอ้างระบุว่า มีเพียงการประกาศลาออกทางหนังสือพิมพ์ หรือมีหนังสือแจ้งว่าไม่ขอรับตำแหน่ง แต่ยังไม่มีหนังสือลาออกต่อบริษัทอย่างสมบูรณ์ในความหมายที่ทำให้สถานะสิ้นสุดลงโดยเด็ดขาด

หากยึดตามข้อกฎหมายและข้อสรุปที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอ้าง ข้อเท็จจริงลักษณะดังกล่าวอาจถูกตีความว่าเข้าข่ายเป็น “บทสันนิษฐานเด็ดขาด” ตามมาตรา 18 ว่าเป็นผู้สละสิทธิในการรับแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. และหากตีความไปในแนวทางนั้นจริง ผลทางกฎหมายก็จะไม่หยุดอยู่ที่ข้อครหา แต่จะลามไปถึงคำถามใหญ่ว่า กระบวนการทั้งหมดควรต้องย้อนกลับไปสู่การสรรหาใหม่หรือไม่

“ปมของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่ว่ามีข้อสงสัยหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า หากข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้นจริง ใครจะเป็นคนลงมือ และใครจะกล้ารับผิด “แหล่งข่าวกล่าวว่า “จุดอันตรายที่สุดของเรื่องนี้ คือช่องว่างในทางปฏิบัติของกฎหมาย เพราะแม้จะมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจำนวนมากถูกหยิบขึ้นมาประกอบแล้ว แต่กลับยังไม่มีบทบัญญัติที่เขียนไว้ชัดว่า หากเกิดกรณีประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามขึ้นมาภายหลัง ใครคือผู้มีอำนาจชี้ข้อเท็จจริง และใครคือผู้มีหน้าที่ต้องขับเคลื่อนกระบวนการให้เป็นไปตามกฎหมาย”

แหล่งข่าวชี้ประเด็นว่าในมุมนี้ การจะโยนกลับไปให้คณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นผู้รับผิดชอบ ก็มีข้อโต้แย้งหนัก เพราะคณะกรรมการสรรหาได้ทำหน้าที่เสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ส่งรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณา ขณะที่ข้อเท็จจริงหลายส่วนที่เป็นปัญหา กลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือถูกหยิบยกขึ้นมาหลังจากขั้นตอนนั้น

“ทำให้คำถามใหญ่ของเรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงว่า ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามจริงหรือไม่”แหล่าวกล่าวว่า แต่ยังรวมไปถึงว่า หากมีผู้รับรู้ข้อเท็จจริงหรือมีเหตุอันควรสงสัยแล้วกลับไม่ดำเนินการ ผู้ใดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการ “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” และการ “ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ในกรณีนี้

ด้วยเหตุนี้ หนังสือของ ป.ป.ช. ครั้งนี้จึงมีน้ำหนักมากกว่าการสอบถามข้อมูลทั่วไป เพราะกำลังกดดันให้สำนักงาน กสทช. ต้องตอบให้ชัดว่า ระบบกฎหมายที่ใช้อยู่จะรับมือกับกรณีเช่นนี้อย่างไร และเมื่อข้อสงสัยพุ่งตรงไปที่ตัวประธานองค์กรเอง ใครจะเป็นคนตัดสินใจ ใครจะเป็นคนลงมือ และใครจะยอมรับผลของการไม่ทำอะไรเลย

Timeline การสรรหาและการรับรอง


ข่าวที่เกี่ยวข้อง