คัดลอก URL แล้ว
เตือนจับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” จ่อถล่มไทย พ.ค. นี้! คาดภัยแล้งหนัก-PM2.5 พุ่ง

เตือนจับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” จ่อถล่มไทย พ.ค. นี้! คาดภัยแล้งหนัก-PM2.5 พุ่ง

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ออกรายงานเตือนให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมรับมือกับปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ที่คาดว่าจะเริ่มส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 นี้

ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร? ทำไมต้องกังวล? โดยปกติ “เอลนีโญ” จะนำมาซึ่งความแห้งแล้งและอากาศร้อนอยู่แล้ว แต่เมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอย่างรุนแรง (เกิน 1.5 – 2 องศาเซลเซียส) จะยกระดับเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งหมายถึงสภาพอากาศที่แปรปรวน รุนแรง และยาวนานกว่าปกติ โดย GISTDA เตือนว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของลมฟ้าอากาศ แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ

4 ผลกระทบหลักที่ไทยและอาเซียนต้องเจอ (หากเกิดขึ้นจริง)

  1. วิกฤตแล้งจัด-ขาดแคลนน้ำ: ฝนจะทิ้งช่วงยาวนาน ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติจะลดฮวบ กระทบหนักทั้งน้ำกินน้ำใช้และภาคอุตสาหกรรม
  2. อู่ข้าวอู่น้ำสะเทือน: ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย จะเผชิญปัญหาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ (เช่น ข้าว น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน) เสี่ยงเกิดภาวะสินค้าเกษตรขาดตลาดและราคาอาหารพุ่งสูงทั่วโลก
  3. วิกฤตฝุ่นพิษ PM2.5 และไฟป่า: อากาศแห้งและร้อนจัดจะเป็นตัวเร่งให้เกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าพรุของอินโดนีเซียและประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนรุนแรงขึ้น กระทบต่อสุขภาพคนทั้งภูมิภาค
  4. คลื่นความร้อน (Heatwave) ถล่ม: อุณหภูมิอาจพุ่งสูงทำลายสถิติ กระทบต่อสุขภาพโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และเสี่ยงต่อความมั่นคงทางพลังงานจากการใช้ไฟฟ้าทำความเย็นที่พุ่งปรี๊ด

GISTDA ชู “เทคโนโลยีอวกาศ” อาวุธสำคัญสู้ภัยแล้ง เพื่อรับมือกับวิกฤตที่กำลังจะมาถึง GISTDA ได้นำเทคโนโลยีอวกาศและข้อมูลภูมิสารสนเทศ (เช่น ภาพถ่ายจากดาวเทียม THEOS-2) มาใช้สนับสนุนการทำงานของประเทศใน 4 ด้านหลัก:

แนะ 4 แนวทางรับมือ ลดความสูญเสีย GISTDA เน้นย้ำว่าแม้เราจะหยุดซูเปอร์เอลนีโญไม่ได้ แต่เราเตรียมพร้อมรับมือได้ โดยเสนอแนวทางดังนี้:

  1. บริหารจัดการน้ำเชิงรุก: รณรงค์ประหยัดน้ำ กักเก็บน้ำฝนให้ได้มากที่สุด และจัดลำดับความสำคัญของน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก
  2. ปรับตัวภาคเกษตร: ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย พืชอายุสั้น เลื่อนเวลาเพาะปลูก และทำประกันภัยพืชผล
  3. ยกระดับความร่วมมืออาเซียน: บังคับใช้ข้อตกลงเรื่องหมอกควันข้ามแดนอย่างจริงจัง เพื่อคุมการเผาในที่โล่ง
  4. เฝ้าระวังสาธารณสุข: เตรียมระบบสาธารณสุขรับมือโรคฮีตสโตรก (Heatstroke) และโรคทางเดินหายใจจากฝุ่น PM2.5

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการใช้เทคโนโลยีอวกาศอย่างเต็มศักยภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตสภาพอากาศครั้งนี้ไปได้