ความขัดแย้งและการสู้รบ หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล จับมือโจมตีอิหร่าน นำมาสู่การตอบโต้กันไปมา มีมุมมองของนักวิชาการด้านการต่างประเทศ ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่อแววจะบานปลายและขยายวงกว้าง
ผศ.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ว่า มีโอกาสที่การสู้รบระหว่าง “อิสราเอล-อิหร่าน”ที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวแปร จะยืดเยื้อ เพราะ สหรัฐฯ – อิสราเอล ยังทำลายแสนยานุภาพทางการทหารของอิหร่านไม่ได้
ส่วนจะมีโอกาสที่อิสราเอลจะส่งกำลังภาคพื้นดินเปิดแนวสู้รบภาคพื้นดินในอิหร่าน หรือไม่ ผศ.มาโนชญ์ มองว่า การสู้รบยังเน้นไปที่ทางอากาศเป็นหลัก ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม เพราะ อิหร่านยังมีศักยภาพตอบโต้อิสราเอลและสหรัฐฯ ในเกมรบรอบนี้ สหรัฐฯ และอิสราเอล ต้องเร่งทำลายฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่าน หากไม่ต้องการให้การสู้รบยืดเยื้อ
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ชวนตั้งคำถามกับ สงครามระหว่าง “อิสราเอล” กับ “อิหร่าน” ว่า สงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง เป็น “สงครามฉวยโอกาส” หรือ “สงครามเพื่อความถูกต้อง” กันแน่? เพราะ ทราบกันมาสักพักแล้วว่า อิหร่านอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอ เมื่อปีที่ผ่านมาได้ถูกอิสราเอลทำลายขีดความสามารถทางอากาศและทางการรบไปหลายส่วน เศรษฐกิจก็ตกต่ำลง และยังต้องเผชิญกับการชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรงของประชาชนและไม่เคยมีมาก่อนหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในรอบเกือบ 50 ปี
แต่อิหร่านก็มองว่าการพัฒนาอาวุธต่างๆนั้น เป็นสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเองที่สำคัญต่อความอยู่รอดปลอดภัย และเป็นไปตามกติกาสากล แม้จะล่อแหลมต่อการเผชิญหน้ากับหลายประเทศ
ในทางกลับกันสหรัฐฯและพันธมิตร โดยเฉพาะอิสราเอล กำลังอยู่ที่จุดสูงสุดอีกครั้งในด้านกำลังรบและทางการเมือง และภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์จากอิหร่านนั้น เป็นสิ่งที่ “ไม่มีวันยอมรับได้”
สงครามที่เกิดขึ้นจึงเป็นการตัดสินในเชิงการเมืองและ “การบริหารชัยชนะแบบจำกัด” ของสหรัฐฯ อิสราเอลและพันธมิตรทั้งชาติอาหรับและอื่น ๆ
การเข้าสู่สงครามในครั้งนี้ของสหรัฐฯ และพันธมิตร จึงดูเหมือนจะไม่ใช่เพื่อกำจัด “ภัยคุกคามอย่างยิ่งยวดเฉพาะหน้า” (Immanent, clear and present danger) โดยเฉพาะจากอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่เป็นเรื่องอื่นๆ ที่ยากต่อการอธิบายและหาความชอบธรรม ยกเว้นด้วยเหตุผลทางการเมืองโลกและระหว่างประเทศเป็นหลัก
สุดท้ายแล้ว สงครามและความขัดแย้งในครั้งนี้ ก็จะกระทบกับทุกคน รวมทั้งประชาชนไทย แรงงานไทย ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่นับเรื่องราคาพลังงาน ทองคำ ฯลฯ หรือการขนส่ง การเดินทาง การท่องเที่ยว หรือการเป็นศูนย์กลางธุรกิจของชาติอาหรับหลาย ๆชาติอย่างโกลาหลเช่นที่กำลังเกิดขึ้น
ทั้งนี้ หากเจาะลึกลงไปในข้อมูลด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ของทั้งสองประเทศ จะพบว่า อิหร่านมีกำลังพลประจำการ มากถึง 610,000 คน ในขณะที่อิสราเอลเป็นประเทศที่มีกำลังทหารที่น้อยกว่า เพียง 169,500 คนเท่านั้น ซึ่งอาจดูเหมือนอิสราเอลกำลังเสียเปรียบ
แต่หากพิจารณาเจาะลึกไปถึงจำนวนงบประมาณกลาโหม อิสราเอลมีมากถึง 1.1 ล้านล้านบาท ที่มีการทุ่มพัฒนาเทคโนโลยีทางการทหารมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อิหร่านมีงบดังกล่าวเพียง 2.9 แสนล้านบาทเท่านั้นเอง ความได้เปรียบ-เสียเปรียบในเกมรบครั้งนี้ จึงสามารถเปลี่ยนฉากทัศน์ได้ตลอดเวลา