คัดลอก URL แล้ว
ศาลแพ่งสั่งยึดทรัพย์ 4 คดีใหญ่ กว่า 1.3 หมื่นล้านบาท

ศาลแพ่งสั่งยึดทรัพย์ 4 คดีใหญ่ กว่า 1.3 หมื่นล้านบาท

ศาลแพ่งมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์ชั่วคราว 4 คดีขบวนการสแกมเมอร์ มูลค่ารวมกว่า 13,074 ล้านบาท ตามคำร้องอัยการและมติ ปปง. เตรียมพิจารณาตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคดีฉ้อโกงประชาชนที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ รวมมูลค่ากว่า 13,074 ล้านบาท ภายหลังพนักงานอัยการยื่นคำร้องตามมติคณะกรรมการธุรกรรมของสำนักงาน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เพื่อป้องกันการโอนหรือยักย้ายทรัพย์ระหว่างการพิจารณา

นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง. และโฆษกสำนักงาน ปปง. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติให้เลขาธิการ ปปง. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดอายัดของผู้มีส่วนได้เสียแล้ว เห็นว่าไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะเชื่อได้ว่าทรัพย์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ต่อมา นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ได้มอบหมายให้ส่งสำนวนไปยังสำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569

สำหรับ 4 คดีสำคัญที่ศาลแพ่งรับคำร้องและมีคำสั่งอายัดทรัพย์ชั่วคราว ประกอบด้วย คดีนางสาวแตงไทยฯ กับพวก คดีหมายเลขดำที่ ฟ 31/2569 มูลค่าประมาณ 12,123 ล้านบาท คดีนายเฉิน จื้อ กับพวก หมายเลขดำที่ ฟ 25/2569 มูลค่า 345 ล้านบาท คดีนายก๊ก อาน กับพวก หมายเลขดำที่ ฟ 29/2569 มูลค่า 560 ล้านบาท และคดีนายเอื้ออังกูรฯ กับพวก หมายเลขดำที่ ฟ 20/2569 มูลค่า 46 ล้านบาท โดยศาลเห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอนหรือจำหน่ายทรัพย์ จึงสั่งยึดและอายัดไว้จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ทั้งนี้ หากทรัพย์สินบางประเภทไม่เหมาะสมต่อการเก็บรักษา เช่น รถยนต์หรือเรือยอร์ช เลขาธิการ ปปง. สามารถสั่งขายทอดตลาดและเก็บรักษาเป็นเงินแทนได้ตามมาตรา 57 วรรคสอง ขณะเดียวกัน หากมีผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน ปปง. จะรวบรวมพยานหลักฐานและเสนอให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้นำทรัพย์สินหรือเงินที่เกี่ยวข้องมาคืนหรือชดใช้แก่ผู้เสียหายแทนการตกเป็นของแผ่นดิน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง