จากกรณีเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย – จีน ร่วงใส่ขบวนรถไฟที่กำลังแล่นผ่าน บริเวณบ้านถนนคด ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 และเหตุเครนถล่มซ้ำบนถนนพระราม 2 เมื่อช่วงเช้าวันนี้ สภาผู้บริโภคเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดข้อมูลประกันภัย เร่งชดเชยผู้บาดเจ็บ – เสียชีวิตโดยทันที พร้อมตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบความปลอดภัย หากพบความผิดต้องดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อยุติอุบัติเหตุซ้ำซาก
แนะเยียวยาต้องอิงรายได้จริง
นายอดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค ระบุว่า การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบต้องยึดหลักรายได้ที่แท้จริงของผู้เสียหาย โดยเรียกร้องให้บริษัทผู้รับเหมา กระทรวงคมนาคม และ รฟท. ร่วมรับผิดชอบค่าสินไหมทดแทนบนหลักการ “คืนสิทธิและศักยภาพในการดำรงชีวิต”โดยเสนอให้ใช้เกณฑ์รายได้เฉลี่ยต่อหัว ซึ่งตามข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2566 อยู่ที่ประมาณ 269,000 บาทต่อปี หรือราว 22,470 บาทต่อเดือน เป็นฐานในการคำนวณกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ และต้องคำนวณค่าไร้อุปการะและรายได้ในอนาคตต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 30 ปี คิดเป็นมูลค่าเบื้องต้นประมาณ 870,000 บาทต่อราย ยังไม่รวมค่าความเสียหายทางจิตใจและค่าจัดการศพ
สำหรับผู้บาดเจ็บจากเหตุเครนถล่ม ต้องได้รับการชดเชยตามจริงทั้งค่ารักษาพยาบาล และค่าขาดความสามารถในการประกอบอาชีพ หากทุพพลภาพต้องได้รับเงินเลี้ยงชีพรายเดือนตลอดชีวิต ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบขั้นต่ำที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการ
“การเยียวยาความเสียหายต้องตั้งอยู่บนฐานรายได้ที่แท้จริงของผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อคืนศักยภาพในการดำรงชีวิตให้มากที่สุด ไม่ใช่การจ่ายเงินแบบเหมาจ่ายที่ไม่สะท้อนความสูญเสีย ทั้งกรณีเสียชีวิต ทุพพลภาพ และการขาดรายได้ในอนาคต” นายอดิศักดิ์ กล่าว
เปิดเผยประกันภัย วงเงินเยียวยารายละ 8 ล้านบาท
นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค ระบุว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ประชาชนไม่เคยได้รับรู้ว่าโครงการของ รฟท. หรือบริษัทผู้รับเหมามีวงเงินประกันภัยเท่าใด และคุ้มครองบุคคลภายนอกมากน้อยเพียงใด ซึ่งแตกต่างจากกรณีรถโดยสารที่มี
ประกันภาคบังคับและภาคสมัครใจ โดยหากเสียชีวิตจะได้รับความคุ้มครองไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท นอกจากนี้ รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลประกันภัยทั้งหมด เพราะเป็นสิทธิของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคมประกาศแผนเยียวยาและวงเงินคุ้มครองผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตโดยทันที
“เหตุอุบัติเหตุเครนถล่มที่เกิดจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนว่าประชาชนยังต้องอยู่กับความเสี่ยงบนท้องถนนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐจึงต้องเปิดเผยข้อมูลประกันภัย กำหนดวงเงินเยียวยาที่ชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นว่าการเดินทางของประชาชนต้องปลอดภัย ไม่ใช่ต้องรอเสี่ยงโชคกับอุบัติเหตุ” นายคงศักดิ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีกล่าวเรื่องวงเงินเยียวยาควรเป็น “ตัวเลข 7 หลัก” นายคงศักดิ์แสดงความเห็นว่า รัฐควรประกาศให้ชัดเจนว่าตัวเลขดังกล่าวคือเท่าใด โดยสภาผู้บริโภคมีข้อเสนอและข้อมูลอ้างอิงว่า การชดเชยความเสียหายจากเหตุเครนถล่ม ทั้งที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และถนนพระราม 2 ควรมีวงเงินไม่น้อยกว่า 8 ล้านบาทต่อผู้เสียชีวิต เพื่อสะท้อนความสูญเสียที่แท้จริง และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการเดินทาง
เสนอคณะกรรมการกลางตรวจสอบ
ด้าน นายโสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำซากสะท้อนว่าบริการสาธารณะของรัฐยังขาดความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้าง พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่เป็นกลาง โดยมีผู้แทนจากสภาวิศวกร วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย รวมถึงสภาผู้บริโภค ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
ทั้งนี้ หากผลการตรวจสอบพบว่าเข้าข่ายความผิดทางอาญา ไม่ว่าจะเป็นความประมาทจนทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ สภาผู้บริโภคพร้อมดำเนินคดีแทนผู้บริโภคทั้งทางอาญาและทางแพ่ง รวมถึงเรียกค่าเสียหายเชิงลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
เครนถล่ม สะท้อนปัญหาการกำกับดูแล
นายพรพรหม โอกุชิ รองหัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค ระบุว่า การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเข้าข่าย “อาคาร” ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และกฎกระทรวงฉบับที่ 67 ซึ่งกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการติดตั้งและตรวจสอบปั้นจั่นหรือเครนในทุกขั้นตอน ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการก่อสร้าง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายและการกำกับดูแลยังไม่เข้มงวดเพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอย่างถนนพระราม 2 ที่เกิดอุบัติเหตุมามากกว่า 2,000 ครั้งและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่ยังขาดมาตรการเชิงป้องกันที่มีประสิทธิภาพ หลังจากนี้ สภาผู้บริโภคจะดำเนินการเชิงรุก เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก พร้อมยืนยันจะยืนเคียงข้างผู้เสียหายในการเรียกร้องความเป็นธรรมและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
“ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมอาคารและมาตรฐานความปลอดภัยที่สามารถบังคับใช้ได้ แต่ปัญหาคือการกำกับดูแลที่ยังไม่เข้มงวดเพียงพอ หน่วยงานรัฐต้องบูรณาการทำงาน ตรวจสอบอย่างโปร่งใส และยุติการปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญความเสี่ยงจากการก่อสร้างสาธารณะซ้ำแล้วซ้ำเล่า” นายพรพรหม ระบุ