คัดลอก URL แล้ว
“สิริพงศ์” เผย เหตุทหารเหยียบระเบิดล่าสุด “กัมพูชา” หวังมุ่งชีวิต หลังพบเพิ่ม 3 ลูกใกล้กัน

“สิริพงศ์” เผย เหตุทหารเหยียบระเบิดล่าสุด “กัมพูชา” หวังมุ่งชีวิต หลังพบเพิ่ม 3 ลูกใกล้กัน

เวลา 14.00 น. วันที่ 17 พ.ย. 68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม , พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก , นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ , นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ , นาวาอากาศเอก จงเจตน์ วัชรานันท์ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย , พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ , นาวาอากาศเอก วุฒิกร สุวารี รองโฆษกกองทัพอากาศ และ พลตำรวจตรี ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมแถลงข่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และการเจรจาการค้ากับต่างประเทศ

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า วันนี้จะเป็นการแถลงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และการเจรจาการค้าไทยกับต่างประเทศ นับตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่มีเหตุอันไม่พึงประสงค์ คือ ทหารไทยได้เหยียบกับระเบิดที่ทางฝ่ายกัมพูชาได้วางไว้ หลังจากการเซ็นปญญาฏิสันติภาพ ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาตนเชื่อว่าเราได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ มากมาย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นจากฝั่งกระทรวงกลาโหม รัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ หรือแม้แต่กระทรวงพาณิชย์ ล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้องทั้งสิ้น เพียงแต่หลังจากที่ข้อมูลเหล่านั้นออกไปแล้วการนำเสนอข่าวสารต่างๆ อาจจะมาในห้วงเวลาที่แตกต่างกัน อาจนำมาซึ่งความสับสนของสังคม ว่าสรุปแล้วเหตุการณ์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะเป็นอย่างไร การเดินหน้าเจรจาการค้าระหว่างไทยกับต่างประเทศจะเป็นอย่างไร วันนี้จึงเป็นที่มาของการมานำเสนอข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชนได้รับทราบว่ากก้าวย่างต่อจากนี้รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี ซึ่งยืนยันว่านายกรัฐมนตรีมีความมุ่งมั่น ตั้งใจอย่างหนักแน่น ที่จะแก้ไขทั้งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และต้องการที่จะบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างไทยกับต่างประเทศให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เพื่อนำมาซึ่งประโยชน์สุขของคนไทยและธำรงไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติไทย ดังนั้นวันนี้จึงได้เชิญฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ มาเล่าให้ประชาชนฟังว่าหลังจากที่เราบอกว่าระงับปฏิญญานั้นจะระงับอย่างไรบ้าง และบางอย่างที่ประเทศไทยได้ประโยชน์จะดำเนินการต่อหรือไม่ หลายคนอาจอยากรู้ว่ากระทรวงการต่างประเทศจะมีบทบาทต่อเวทีโลกในกรณีนี้อย่างไร และด้านการค้าจะเป็นอย่างไร

ด้าน พลเรือตรี สุรสันต์ ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาหลายคนคงทราบถึงเรื่องของเหตุการณ์ที่ทุกคนก็ติดตามข่าวสารมาอยู่ตลอด แต่วันนี้ตนจะพยายามพูดให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในเรื่องของทุ่นระเบิดว่ามีความเป็นมาอย่างไร และสิ่งที่เกิดขึ้น หลักฐานต่างๆ ที่เรามีเชื่อมโยงกันอย่างไร และนำไปสู่แผนงานในอนาคตที่เราจะจัดทำที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด

ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน หลายคนยังจำได้ในเรื่องของเหตุการณ์ทั้ง 6 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนถึง 10 พฤศจิกายน ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดจำนวน 6 ราย ทำให้เกิดเหตุการณ์ขาขาด ตามจุดต่างๆ ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งพื้นที่ต่างๆ นั้นล้วนเป็นพื้นที่ที่อยู่ในอธิปไตยของไทยทั้งสิ้น นี่ก็เป็นข้อที่เรายังตั้งข้อสงสัยตลอดเวลาว่าทำไมเหตุการณ์ทุ่นระเบิดถึงมีในพื้นที่ต่างๆ เหล่านี้ ทั้งที่ในช่วงที่ผ่านมาเรามีชุดหน่วยปฏิบัติการต่างๆ ดำเนินการในเรื่องของการกวาดล้างทุ่นระเบิดในพื้นที่มาโดยตลอด

6 เหตุการณ์ นำไปสู่เรื่องของทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บจำนวนทั้งสิ้น 16 ราย โดยมี 6 รายในนั้นคือผู้ที่ขาขาด และอีก 10 รายนั้นได้รับผลจากแรงกระแทกของระเบิด จากนั้นก็นำมาสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดคือืวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งจะเห็นได้ว่าพื้นที่ที่เกิดเหตุล่าสุดนั้นอยู่ในอาณาเขตของไทย บริเวณห้วยตามะเรีย ภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้กำลังพลของเราที่ทำการลาดตระเวน ซึ่งเส้นทางลาดตระเวนของกำลังพลหรือของหน่วยลาดตระเวนเป็นพื้นที่ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ เป็นเส้นทางลาดตระเวน ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ได้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ แต่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 นั้น ส่งผลให้กำลังพลของเราขาขาด 1 ราย และบาดเจ็บอีก 3 รายจากสะเก็ดระเบิด ส่งผลให้ทั้งหมดมียอดรวมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ 20 ราย ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม จนถึง 10 พฤศจิกายน 2568 รวมมีกำลังพลขาขาด 7 รายและบัตรเจ็บอีก 13 ราย โดยสังเกตได้ว่าจุดที่ทหารเหยียบระเบิดเป็นพื้นที่ที่อยู่ในอาณาเขตของไทยอย่างชัดเจน

จากการพิสูจน์ทราบโดยทีมงานชุดสำรวจ พบว่าจุดระเบิดนั้นมีความกว้างประมาณ 55 เซนติเมตร และโดยรอบยังพบทุ่นระเบิดอีก 3 ลูก ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดที่พร้อมใช้ นั่นคือการวางระเบิดจุดนี้เป็นการวางเป็นกลุ่ม หากทหารเหยียบกับระเบิดไปแล้วและเกิดอาการบาดเจ็บ ก็มีโอกาสสูงที่จะล้มลงทับทุ่นระเบิดที่เหลือ นั่นคืออาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะฉะนั้นเป้าหมายของการวางระเบิดในลักษณะนี้เป็นเป้าหมายถึงชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่ให้เกิดทุพพลภาพหรือบาดเจ็บเท่านั้น การวางเป็นกลุ่มก้อนแบบนี้ก็เป็นพฤติกรรมที่ทางฝ่ายกัมพูชาดำเนินการมาโดยตลอด จากการพิสูจน์ทราบเพิ่มเติม จะเห็นว่าทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้เป็นระเบิดใหม่ มีเครื่องหมายหรือตัวเขียนค่อนข้างชัดเจน ยังมีความมันวาวอยู่ และในพื้นที่ที่ตรวจพบตัวทุ่นระเบิดก็ถูกวางบนพื้นดิน ไม่ได้มีหญ้าหรือวัชพืชปกคลุมหนาแน่น แสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่ที่มีการขุดใหม่และอาจจะใช้เศษใบไม้มาปกคลุมเพื่อพราง

สำหรับการปฎิบัติของไทยที่ผ่านมาจากการพิสูจน์ทราบแล้ว ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยในฐานะที่เป็นภาคีของอนุสัญญาออตตาวา เราได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ในเรื่องของการรายงานให้อนุสัญญาออสตาวาทราบอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานฉบับหนึ่งที่เราได้รายงานไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 โดยในตัวรายงานมีการระบุอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่มีการเก็บสะสมทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใดๆ ไว้ในครอบครองตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา และได้ทำลายไปหมดสิ้นแล้ว รวมถึงการเก็บทุ่นระเบิดที่เป็นไปในลักษณะการเก็บไว้เพื่อวิจัยและศึกษา เราก็ไม่ได้มีไว้ในครอบครองเช่นเดียวกัน ซึ่งชัดเจนว่าทุ่นระเบิดที่อาจจะมีการพาดพิงว่ามาจากฝ่ายไทยไปวางเองหรือเปล่า หรือเรามีไว้ครอบครองเพื่อใช้ในการศึกษาหรือไม่ ซึ่งก็ชัดเจนว่าตามรายงานฉบับนี้เราได้ยืนยันกับทางอนุสัญญาออตตาวาแล้วว่าเราไม่ได้มีระเบิดใดๆ ที่เป็นระเบิดสังหารบุคคลไว้ในครอบครอง สิ่งที่เราเคยปฏิบัติที่ผ่านมาจะสังเกตได้ว่าในช่วงสมัยสงคราม มีทุ่นระเบิดที่ปรากฏตามกรอบชายแดนต่างๆ ซึ่งเราได้ดำเนินการกวาดล้างทุ่นระเบิดจนประสบความสำเร็จถึง 99.5% ยังคงเหลือในพื้นที่บางจุด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชายแดนติดกันกับกัมพูชา รวมถึงพื้นที่ที่เป็นติ่งบริเวณจังหวัดตราด ยังคงเป็นพื้นที่ที่ตรวจพบระเบิดอยู่เสมอในช่วงเวลาที่ผ่านมา

สำหรับอุปสรรคในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด คือ การขัดขวางของฝ่ายกัมพูชา ในการปฎิบัติหน้าที่ของฝ่ายไทย รวมทั้งสิ้น 16 ครั้ง แบ่งออกเป็นที่จังหวัดสระแก้ว 8 ครั้ง จังหวัดศรีสะเกษ 4 ครั้ง จังหวัดตราด 2 ครั้ง และจังหวัดสุรินทร์ 2 ครั้ง ที่ทางฝ่ายกัมพูชาได้เข้ามาแทรกแซงและยุติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่

ฉะนั้น สรุปได้ว่าในการวางทุ่นระเบิด PMN-2 ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา น่าจะเป็นการวางระเบิดใหม่ ซึ่งใครที่จะสามารถวางระเบิดใหม่ได้นั้น ตนคิดว่าในเรื่องของชายแดนระหว่าง 2 ประเทศนั้นก็คงไม่ใช่ใครที่ไหน เพราะไทยไม่ได้มีทุ่นระเบิดไว้ในครอบครอง จึงไม่สามารถวางได้ เพราะฉะนั้นคงเป็นกัมพูชาเป็นหลัก ส่วนหลักฐานอีก คือ ชิ้นส่วนที่เราตรวจพบจากการพิสูจน์ทราบของทีมงานที่เข้าไปสำรวจพิสูจน์ทราบ ภายหลังจากกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด ก็จะพบว่ามีชิ้นส่วนของ PMN-2 ในพื้นที่อย่างชัดเจน สภาพพื้นดินโดยรอบยังใหม่เหมือนเพิ่งถูกขุด ทางเจ้าหน้าที่เองก็ต้องระมัดระวัง เพราะสีของทุ่นระเบิดก็มีสีที่คล้ายกับหญ้าในพื้นที่ จึงต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งและตัววัชพืชหรือใบไม้ที่ปกคลุมไม่มี หากมีก็น้อยมาก

นอกเหนือจากนั้นภายหลังจากเหตุการณ์ปะทะในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้มีการสำรวจในพื้นที่ และตรวจพบเพิ่มเติมว่ามีพื้นที่ที่เก็บทุ่นระเบิดต่างๆ เหล่านี้ ในบริเวณภูมะเขือ ที่ทางเจ้าหน้าที่ได้พิสูจน์ทราบ และพบว่ามีการเก็บทุ่นระเบิดไว้คาดว่าเพื่อนำไปใช้ต่อ นอกเหนือจากนั้นยังปรากฏเป็นภาพถ่ายและเป็นภาพวิดีโอที่หลายคนเห็นแล้วในสื่อโซเชียล ว่ามีการวางหรือใช้ทุ่นระเบิดในการปฏิบัติการ ที่บริเวณประสาทตาควาย ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีพวงทุ่นระเบิดของ PMN-2 ที่วางอยู่ข้างตัวประสาท โดยชัดเจนว่ามีการใช้ PMN-2 ในการปฏิบัติการของฝ่ายกัมพูชา นอกจากนี้ยังมีหลักฐานวิดีโอในเรื่องของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของทางฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเขาไม่ได้เก็บกู้เพื่อมนุษยธรรม แต่เขาเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อเอาไปวางต่อ

ทั้งนี้ จากการละเมิดปฏิญญาร่วมของทางฝ่ายกัมพูชา โดยทางฝ่ายไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดำเนินการในมาตรการระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในปริญญาร่วม โดยระงับการปฏิบัติตามแผนในการถอนอาวุธหนัก แต่อย่างไรก็ตามเราจะยังคงดำเนินการในเรื่องของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในดินแดนไทยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาจำนวน 13 พื้นที่ อาทิ พื้นที่กองกำลังสุรนารี จำนวน 6 พื้นที่ , พื้นที่กองกำลังบูรพา จำนวน 3 พื้นที่ และกองบัญชาดารป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จำนวน 4 พื้นที่ ตามที่ได้มีการเสนอในที่ประชุม GBC วาระพิเศษครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 และทางกองทัพไทยยืนยันความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย ทั้งนี้ เมื่อสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์ทางไทยจึงจะพิจารณาปล่อยเชลยศึก 18 นายของฝ่ายกัมพูชา


ข่าวที่เกี่ยวข้อง