ภาคประชาชนชี้ FTA ไทย–อียู อาจทำให้เหล้านอกไหลทะลักเข้าไทย 100–300% ราคาถูกลง 20–25% เพิ่มนักดื่มหน้าใหม่และปัญหาสุขภาพ จี้รัฐใช้มาตรการแบบเวียดนาม ขึ้นภาษีสรรพสามิตจาก 65% เป็น 90% เพื่อปกป้องผู้บริโภคและอุตสาหกรรมรายย่อยในประเทศ
วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เครือข่ายภาคประชาชนหลายองค์กร เช่น มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิเมาไม่ขับ มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว และมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมจัดเวทีสาธารณะ “ผลกระทบและข้อเสนอภาคประชาชนต่อการเจรจาการค้า FTA Thai–EU” โดยระบุว่าความตกลงการค้าเสรีกับยุโรปอาจเปิดช่องให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ราคาถูกทะลักเข้าประเทศมากถึง 100–300% ภายในสิบปี ส่งผลให้การบริโภคเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและนักดื่มหน้าใหม่
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี เปิดเผยผลศึกษาว่า หลังหลายประเทศลงนาม FTA กับอียู เช่น เอกวาดอร์ เปรู และเกาหลีใต้ การนำเข้าแอลกอฮอล์จากยุโรปเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 30–100% ขณะที่ราคาเบียร์และสุราลดลง 20–25% จนผู้ผลิตรายย่อยแข่งขันไม่ได้และการดื่มพุ่งสูงขึ้น ซึ่งไทยอาจเผชิญปัญหาเดียวกันหากลดภาษีแอลกอฮอล์ในข้อตกลงนี้
นายแพทย์นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ระบุว่า หากลดภาษีนำเข้าในส่วนศุลกากรโดยไม่เพิ่มภาษีสรรพสามิต ย่อมกระตุ้นให้เครื่องดื่มราคาถูกทะลักเข้ามาและเพิ่มการบริโภค โดยขณะนี้ยอดเก็บภาษีต่อลิตรเพิ่มขึ้น สะท้อนการดื่มที่มากขึ้น ทั้งยังเตือนว่าการเจรจา FTA ต้องคำนึงถึงมาตรการคุมเข้มหลังบริโภค เช่น การโฆษณาและการขาย
ขณะที่ รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เห็นว่าข้อตกลงนี้อาจบีบให้ไทยต้องผ่อนคลายกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งถือเป็น “อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า” และอาจขัดต่อหลักการลดการผูกขาดของรัฐ ส่วน นายสุรสิทธิ์ ศิลปงาม จากมูลนิธิเมาไม่ขับ ชี้ว่า หากปล่อยเสรีทั้ง FTA และกฎหมายใหม่โดยไม่มีกลไกคุมเข้ม ปัญหาเมาแล้วขับและอุบัติเหตุจะทวีความรุนแรงขึ้น
ในเวทีเดียวกัน Mr. Son Dao ที่ปรึกษาเทคนิคจากองค์กร Vital Strategies ยกตัวอย่างกรณีเวียดนามซึ่งหลังลงนาม EVFTA ได้เพิ่มภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จาก 65% ในปี 2027 เป็น 90% ในปี 2031 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการนำเข้า โดยเสนอให้ไทยนำแนวทางเดียวกันมาใช้เพื่อรักษาสุขภาพสังคมและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ