คัดลอก URL แล้ว
สคส. จี้บริษัทเคลียร์ให้ชัด แจงประชาชนระวัง “สแกนม่านตา” ย้อนกลับ ระบุตัวตนได้

สคส. จี้บริษัทเคลียร์ให้ชัด แจงประชาชนระวัง “สแกนม่านตา” ย้อนกลับ ระบุตัวตนได้

ภายหลังการจัดให้มีการตรวจพิสูจน์หลักฐานการลบทำลายข้อมูลม่านตาในกรณีสแกนม่านตาแลกเหรียญ WorldID พบว่า ผู้ที่สแกนม่านตาไปแล้วไม่สามารถสแกนซ้ำได้ จึงชัดเจนว่าการสแกนม่านตา นอกจากมีวัตถุประสงค์ในการยืนยันความเป็นมนุษย์แล้ว ยังมีวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบไม่ให้ซ้ำบุคคลเดิมอีกด้วย

แม้ว่าในการทำงานของ Orb จะมีการลบทำลายข้อมูลม่านตาหรือไม่ก็ตาม ก็ถือได้ว่าข้อมูลม่านตาดังกล่าวสามารถย้อนกลับมาระบุถึงตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงทางอ้อม ซึ่งประเด็นนี้ประชาชนควรต้องทราบก่อนตัดสินใจให้ความยินยอมเข้าสแกนม่านตา

สคส. ขีดเส้นแดงความโปร่งใส และสิทธิของประชาชนเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องมาก่อน เตือนหากขอ Consent ไม่โปร่งใส หรือแจ้งวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจน หรือไม่ได้แยกส่วนจากข้อความอื่น เสี่ยงโทษปรับสูงสุด 5 ล้าน พร้อมย้ำ “ข้อมูลม่านตาคือข้อมูลอ่อนไหว” มีความเสี่ยงสูงที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างร้ายแรงได้ โดยผลการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นพบว่า

หากไม่ปฏิบัติตามข้อ 2 และข้อ 3 = ถือว่าเป็นการขอความยินยอมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 26 ของ PDPA (เก็บรวบรวมข้อมูลอ่อนไหวโดยมิได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง) มีโทษตามมาตรา 84 ปรับทางปกครองสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท สังคมต้องการ “ความโปร่งใส” และ “สิทธิของเจ้าของข้อมูล” มาเป็นอันดับแรก

เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนหลงให้ความยินยอมทั้งที่ยังไม่อาจทราบวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนอันอาจมีผลต่อการตัดสินใจในการให้ข้อมูล และอาจมีผลต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนอีกด้วย

สคส.ขอย้ำว่า กรณีนี้ไม่ใช่เพียงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแต่เป็นการรักษาความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วย ซึ่งความหวังอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย PDPA ดังนั้นต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ หากประชาชนผู้ใดได้รับความเสียหายตาม กม. PDPA สามารถใช้สิทธิร้องเรียนมายัง สคส. ได้ทาง ระบบรับคำร้องเรียน: https://complaint.pdpc.or.th/ หรือโทร 02-111-8800 กด 2 เรื่องร้องเรียน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง