เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ศาลปกครองได้มีคำสั่งรับคำฟ้องของ นิติบุคคลอาคารชุดบ้านริมธาร ที่ยื่นฟ้อง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรณีละเลยต่อหน้าที่ในการกำกับดูแลและตรวจสอบ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) จากการละเว้นไม่จ่ายค่าส่วนกลางคอนโดเป็นระยะเวลานานกว่า 18 ปี เป็นจำนวนเงินกว่า 21.29 ล้านบาท หลังจากที่ศาลปกครองชั้นต้นเคยมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณามาก่อน
จุดเริ่มต้นคดี ยูโอบีถือครองทรัพย์ 47 ยูนิต ไม่จดทะเบียน-ไม่จ่ายค่าส่วนกลาง
คดีนี้มีที่มาจากการที่นิติบุคคลอาคารชุดบ้านริมธาร ซึ่งมีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินส่วนกลางและเรียกเก็บค่าส่วนกลางจากเจ้าของร่วม ได้ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) ได้เป็นผู้ซื้อห้องชุดในโครงการจำนวน 47 ยูนิต จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2548 แต่ธนาคารยูโอบีกลับไม่ได้นำห้องชุดดังกล่าวไปจดทะเบียนต่อกรมที่ดิน และมีเจตนาหลีกเลี่ยงการชำระค่าส่วนกลางมาเป็นเวลานานกว่า 18 ปี คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 21,291,316.24 บาท
นิติบุคคลอาคารชุดฯ จึงได้มีหนังสือลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 เพื่อขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ทำการกำกับและตรวจสอบธนาคารยูโอบี เนื่องจากมองว่าธนาคารยูโอบีซึ่งเป็นสถาบันการเงินได้กระทำการโดยไม่สุจริตและฝ่าฝืนกฎหมาย ด้วยการซื้ออสังหาริมทรัพย์จำนวนมากและถือครองไว้นานเกินกว่า 18 ปี โดยไม่มีเหตุจำเป็น ซึ่งอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 80 (2) (ข)

ศาลปกครองสูงสุดสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้น
แม้ว่าในขั้นต้น ศาลปกครองชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกไป แต่นิติบุคคลอาคารชุดบ้านริมธารได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และในที่สุด ศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีคำสั่ง (คำร้องที่ 1371/2567 คำสั่งที่ 680/2568 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2568) กลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น
โดยในคำสั่งระบุว่า ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องกับการที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง จึงมีคำสั่งให้ศาลปกครองชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อตรวจคำฟ้องเฉพาะในส่วนของข้อกล่าวหาที่ว่า ธปท. ละเลยหน้าที่ไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อร้องเรียน และไม่ปฏิบัติหน้าที่กำกับตรวจสอบธนาคารยูโอบี ตามมาตรา 80 (2) (ข) แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด
คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดยังระบุด้วยว่า หากคำฟ้องของนิติบุคคลอาคารชุดฯ เป็นไปตามเงื่อนไขการฟ้องคดีที่กฎหมายกำหนดไว้ ก็ให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป
ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ศาลปกครองก็ได้มีคำสั่งรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาแล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้คดีความระหว่างนิติบุคคลฯ และ ธปท. ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาลอย่างเป็นทางการ โดยต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการพิจารณาคดีจะออกมาในทิศทางใด และจะส่งผลกระทบต่อแนวทางการกำกับดูแลสถาบันการเงินในอนาคตหรือไม่