ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ระบุ กรณีที่สหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) และการอุดหนุน (CVD) ขั้นสุดท้ายกับสินค้าแผงโซลาร์เซลล์และชิ้นส่วนจากไทย (เมื่อ 21 เม.ย.68) หลังการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ โตกว่า 47 เท่า ในช่วงปี 2558-2566 เป็นผลจากการย้ายฐานผลิตของผู้ประกอบการจีนมายังไทย ทำให้สหรัฐตั้งข้อสังเกตว่าจีนใช้ไทยเป็นฐานการผลิต เพื่อหลบเลี่ยงภาษี
ซึ่งภาษี AD/CVD ขั้นสุดท้ายที่ไทยถูกเรียกเก็บมีอัตรารวมสูงถึง 375.19 ถึง 972.23% เช่น บริษัท ซันไชน์ อิเลคทริคอล และไท่ฮั้ว นิว เอ็นเนอร์ยี ถูกเรียกเก็บภาษีขั้นสุดท้ายในอัตราสูงสุดถึง 972.23% จากขั้นต้นที่ถูกเรียกเก็บที่ 189.20% ขณะที่บริษัทอื่นๆ ของไทย ถูกเรียกเก็บ 375.19% จากขั้นต้นที่ 80.72% ซึ่งจะกระทบต่ออุตสาหกรรมส่งออกโซลาร์เซลล์ของไทยอย่างรุนแรง เพราะไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐถึง 90% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด
SCB EIC ประเมินว่าการส่งออกแผงโซลาร์เซลล์และชิ้นส่วนจากไทยไปสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มหดตัวใกล้ศูนย์ ในช่วงปี 2569 จากปัจจัยสำคัญ 2 ด้าน คือ
- ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคา เมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตในเอเชียที่ไม่ได้ถูกเก็บภาษี เช่น ลาว, อินโดนีเซีย, อินเดีย เกาหลีใต้ และเสียเปรียบด้านอัตราภาษีเมื่อเทียบกับมาเลเซีย เวียดนาม ซึ่งถูกเก็บภาษีขั้นต่ำเพียง 14.64% และ 120.69% ขณะที่ไทย ถูกเก็บ 375.19%
- ผลกระทบจากภาษีขั้นต้น ได้เริ่มส่งผลชัดเจนแล้ว โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 67 ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ อย่างรุนแรง จาก 28% ในช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) ของปี 67 ลงมาเหลือ 6% ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 68
ขณะที่คู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย ขยับขึ้นจาก 2% เป็น 16% ทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยไตรมาสแรก 68 หดตัว 52% เหลือเพียง 12,623 ล้านบาท ซึ่งอัตราภาษีขั้นสุดท้ายที่สูงกว่าขั้นต้นมาก จะทำให้การส่งออกไปสหรัฐฯ อาจหายไปเกือบทั้งหมดภายในปีหน้า
แนะผู้ผลิตของไทย เข้าไปเป็นซัพพลายเออร์ สินค้าขั้นกลางให้กับโรงงานในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสหรัฐฯ ในระดับต่ำ เช่น อินเดีย และเร่งขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศที่มีศักยภาพด้านการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อาทิ อินเดีย ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง กลุ่มทวีปยุโรป และออสเตรเลีย เป็นต้น
ส่วนภาครัฐควรทบทวนแนวทางการให้สิทธิประโยชน์การลงทุน มีกระบวนการตรวจสอบโรงงานที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยตามระเบียบการส่งเสริมการลงทุน เช่น ต้องใช้ปัจจัยการผลิต วัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทานการผลิตของไทย เป็นต้น