คัดลอก URL แล้ว
“ศุภโชติ” แฉ รัฐบาลประกาศลดค่าไฟเหลือ 3.98 บ. โดยไม่ใช้งบแผ่นดิน ที่แท้คือดึงเงินสะสมเก่ามาโปะ

“ศุภโชติ” แฉ รัฐบาลประกาศลดค่าไฟเหลือ 3.98 บ. โดยไม่ใช้งบแผ่นดิน ที่แท้คือดึงเงินสะสมเก่ามาโปะ

วันที่ 30 เมษายน 2568 ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) แถลงว่าเตรียมลดค่าไฟฟ้าลงเหลือ 3.98 บาทต่อหน่วยในรอบเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2568 โดยไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน โดยศุภโชติระบุว่า เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นข่าวดีสำหรับประชาชน แต่ในความเป็นจริง วิธีการที่ใช้ก็คือการดึงเงินที่เคยเก็บเกินไว้ในอดีต หรือที่เรียกว่า “Claw Back” มาใช้ ไม่ใช่การลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจริง และไม่ใช่การปฏิรูปโครงสร้างระบบพลังงานตามที่เคยให้สัญญาไว้

ศุภโชติกล่าวต่อไปว่า รัฐบาลได้นำเงิน Claw Back จำนวนกว่า 12,000 ล้านบาท จากทั้งหมดประมาณ 20,000 ล้านบาทที่สะสมไว้ มาใช้ลดค่าไฟรอบนี้ ซึ่งเงินส่วนนี้เป็นผลมาจากการชำระค่าไฟเกินต้นทุนจริงหรือกำไรส่วนเกินที่การไฟฟ้าเคยได้ในอดีต 

“แม้วิธีนี้จะทำให้ค่าไฟดูถูกลงได้ในระยะสั้น แต่เงิน Claw Back มีจำกัด และไม่สามารถใช้ซ้ำไปเรื่อยๆ ได้ เมื่อใช้หมดแล้ว หากยังไม่แก้ปัญหาโครงสร้าง ก็ต้องกลับไปใช้วิธีเดิม เช่น การยืดหนี้ของ กฟผ. หรือใช้งบประมาณแผ่นดินมาช่วย ซึ่งล้วนไม่ยั่งยืนทั้งสิ้น” ศุภโชติกล่าว

ศุภโชติกล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยประกาศแนวทางปฏิรูประบบพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม 3 ข้อ คือ 1. ทบทวนสัญญาซื้อไฟแบบ Adder และ FiT ที่ไม่มีวันสิ้นสุด และเอื้อผลประโยชน์แก่เอกชนบางรายอย่างไม่เหมาะสม 2. ลดภาระในสัญญารับซื้อไฟฟ้าระยะยาว โดยเฉพาะค่า AP และ EP ที่รัฐต้องจ่ายแม้ไม่ได้ใช้ไฟ และ 3. ปรับระบบบริหารจัดการไฟฟ้า เพื่อให้เลือกใช้แหล่งผลิตที่ต้นทุนต่ำที่สุดอย่างแท้จริง แต่จนถึงตอนนี้กลับยังไม่มีความคืบหน้าหรือแผนการชัดเจนที่จะดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว

แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนจากการ “ยืดหนี้ กฟผ.” มาเป็น “ดึงเงิน Claw Back” แทน แต่ทั้งสองวิธีนี้ก็เป็นเพียงการจัดการทางบัญชีเพื่อให้ค่าไฟดู “ถูกลง” ชั่วคราว ไม่ได้ทำให้ต้นทุนระบบไฟฟ้าจริงลดลง และยังเลื่อนภาระไปสู่อนาคต ที่สำคัญคือ การไม่แก้สัญญาที่เอื้อเอกชน และไม่ลดต้นทุนที่ต้นทาง จะทำให้ค่าไฟกลับมาแพงอีกครั้งเมื่อเงิน Claw Back หมดลง ผลลัพธ์ที่ได้คือ ประชาชนได้ค่าไฟถูกลงชั่วคราวจากเงินเก่าที่จ่ายเกินในอดีต แต่ไม่ได้เห็นการปรับโครงสร้างที่เป็นธรรม โครงสร้างพลังงานยังไม่เปลี่ยน เอกชนยังได้ประโยชน์มากเกิน หนี้และต้นทุนในระบบยังอยู่เหมือนเดิม

ศุภโชติกล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าอยากลดค่าไฟให้ได้จริงและยั่งยืน รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจและกล้าหาญในการปฏิรูประบบพลังงาน โดยเร่งดำเนินการตามแนวทาง 3 ข้อที่เคยเสนอไว้ ไม่ใช่แค่บริหารตัวเลขเพื่อให้ค่าไฟลดลงชั่วคราว แล้วประชาชนต้องมารับผลในอนาคตอีก ค่าไฟที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จากโครงสร้างที่โปร่งใส ยุติธรรม และแข่งขันได้ ไม่ใช่การดึงเงินเก่ามาใช้เพื่อกลบปัญหาใหม่


ข่าวที่เกี่ยวข้อง