คัดลอก URL แล้ว
เปิดปมร้อน ‘พีระพันธุ์’ หุ้น 4 บริษัท ส่อขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี-หลุดเก้าอี้

เปิดปมร้อน ‘พีระพันธุ์’ หุ้น 4 บริษัท ส่อขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี-หลุดเก้าอี้

นักกฎหมายมหาชน ชี้ประเด็นร้อนคุณสมบัติรัฐมนตรี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน หลัง “สนธิญา” ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ ปมถือหุ้นและเป็นกรรมการ 4 บริษัท แม้ทำสัญญาจัดการทรัพย์สินแล้ว ระบุอาจขัดรัฐธรรมนูญ เสี่ยงหลุดเก้าอี้

ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ได้ออกมาให้ความเห็นในประเด็นทางข้อกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของ นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ภายหลังจากที่ นายสนธิญา สวัสดี ก็ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส่อขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 จากการที่ยังคงมีชื่อเป็นกรรมการในบริษัทเอกชน แม้จะมีการโอนหุ้นไปให้บริษัทจัดการทรัพย์สินแล้วก็ตาม เพื่อให้เป็นความรู้แก่ผู้ที่ติดตามข่าวสารการเมืองว่า

รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเป็นคุณสมบัติต้องห้ามในการเป็นเจ้าของหรือถือครองหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ในมาตรา ๙๘(๓) และห้ามรัฐมนตรีถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนและบริษัท รวมถึงห้ามเป็นลูกจ้างอีกด้วย โดยบัญญัติห้ามไว้ในมาตรา ๑๘๗

แต่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้รัฐมนตรีจะต้องแจ้งให้ ประธาน ปปช.ทราบภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และจะต้องโอนหุ้นให้นิติบุคคลแก่นิติบุคคลไปบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นภายใน 90 วัน และจะต้องแจ้งให้ ปปช.ทราบภายใน 10 วัน ตามพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 โดยกฎหมายกำหนดหุ้นขั้นต่ำ ที่รัฐมนตรีถือไว้ได้ ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนหุ้นทั้งหมด

โดยดร.ณัฐวุฒิ ระบุว่า แม้นายพีระพันธ์จะมีการทำสัญญาจัดการหุ้นส่วนหรือหุ้นของรัฐมนตรีต่อนิติบุคคลในการบริหารจัดการแล้ว แต่จากการตรวจสอบข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า นายพีระพันธ์ยังคงมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นและมีสถานะเป็นกรรมการบริษัทใน 4 แห่ง จากการตรวจสอบบอจ.4 ยังถือครองหุ้นทั้ง 4 บริษัท ถือเป็นกรณีที่น่าสงสัยว่าอาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ซึ่งดร.ณัฐวุฒิ ชี้ว่า การยังคงมีชื่อเป็นกรรมการบริษัทและมีอำนาจลงนามบริหารกิจการ อาจเข้าข่ายมีอำนาจครอบงำหรือยุ่งเกี่ยวกับบริษัท ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะมาตรา 187 ที่ห้ามรัฐมนตรีถือครองหุ้นเกินร้อยละ 5 และห้ามเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ รวมถึงมาตรา 160(6) ประกอบมาตรา 98(3) ที่ห้ามเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน

โดย 4 บริษัทที่นายพีระพันธ์ยังคงมีชื่อเกี่ยวข้อง ได้แก่

โดยยังคงมีสถานะเป็นกรรมการ ซึ่งดร.ณัฐวุฒิ ให้ความเห็นว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี และอาจส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ทั้งยังเตือนว่าประเด็นนี้อาจไม่จำกัดอยู่แค่ตัวนายพีระพันธ์ แต่จะส่งผลกระทบถึง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้เสนอชื่อแต่งตั้ง ซึ่งอาจถูกมองว่าแต่งตั้งบุคคลที่ขาดคุณสมบัติ และอาจกระทบต่อมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังอาจลุกลามไปถึงสถานะของคณะกรรมการบริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่นายพีระพันธ์เป็นหัวหน้าพรรค

ซึ่งดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า จากข้อมูลทะเบียนนิติบุคคลของบริษัทของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในปัจจุบันนายพีระพันธุ์ยังคงเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามอยู่ในบริษัท รพีโสภาค จำกัด มาตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย.2556 จนถึงปัจจุบัน แม้ว่า นายพีระพันธุ์ ทำสัญญาโอนหุ้นไปให้ บมจ.เอ็มเอฟซี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2567

จากการตรวจสอบยังพบว่า สถานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งคนใดมีอำนาจในการลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทได้ อธิบายได้ความ แม้นายพีระพันธุ์ฯจะทำสัญญาให้บริษัทบุคคลภายนอกจัดการในทางนิติกรรมสัญญา แต่หุ้นยังไม่มีการโอนและยังมีอำนาจจัดการบริหารบริษัท แสดงถึงการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบริษัท ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 วรรคสามและขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 มาตรา 11 ที่บัญญัติห้าม รัฐมนตรีกระทำการใดอันมีลักษณะเป็นการบริหารครอบงำหรือออกคำสั่งเกี่ยวกับการจัดการหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือการจัดการหาผลประโยชน์ในหุ้นส่วนหรือหุ้น ซึ่งถือว่า มีความสงสัยสถานะความเป็นรัฐมนตรีของนายพีระพันธุ์ฯ สิ้นลงตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

ซึ่งก่อนหน้านี้ นายพีระพันธุ์ยังเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัทที่ตนเองถือหุ้นอีก 2 บริษัท ได้แก่ บริษัทวีพี แอโร่เทค จำกัด บริษัท โสภา คอนเล็คชั่น ก่อนที่จะลาออกไปเมื่อวันที่ 29 ต.ค.2567 แต่ก็มีข้อสังเกตว่า นายพีระพันธุ์เข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงานตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย.2566

ซึ่งมีความแตกต่างกรณีเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้บัญญัติห้ามผู้สมัคร สส. หรือ สว.จะต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามไว้ในมาตรา 98(3) และ พรป.สส. หรือ พรป.สว.ต้องไม่มีคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามก่อนยื่นใบสมัคร

ส่วนขั้นตอนของการดำเนินการตรวจสอบในขั้นต่อ ๆ ไปนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หรือสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของสมาชิกแต่ละสภา สามารถเข้าชื่อยื่นต่อประธานแห่งสภาเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้โดยตรง หรือประชาชนอาจยื่นคำร้องต่อ กกต. ให้ตรวจสอบ ซึ่งอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและนำไปสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไปหรือไม่.


ข่าวที่เกี่ยวข้อง