
รองนายกฯ ภูมิธรรม พร้อม รมว.ยุติธรรม เตรียมเดินทางไปจีน 18 มีนาคม เพื่อตรวจสอบสถานะชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับ ยืนยันไทยดำเนินการโปร่งใสตามหลักสิทธิมนุษยชน
วันที่ 4 มีนาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลไทยส่งตัว ชาวอุยกูร์ 40 คนกลับประเทศจีน โดยยืนยันว่าเป็นการดำเนินการตามหลักกฎหมายและคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน
นายภูมิธรรมระบุว่า ไทยดูแลชาวอุยกูร์มานานกว่า 11 ปี โดยในช่วง 2-3 ปีแรก ไทยเสนอให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) รับรองสถานะผู้ลี้ภัย แต่ไม่ได้รับการตอบรับ ขณะที่ ตุรกียอมรับเฉพาะผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุ ส่วนประเทศอื่นไม่มีการยื่นคำร้องขอรับตัวอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งจีนยืนยันว่า ชาวอุยกูร์ที่ยังอยู่ในไทยเป็นพลเมืองของจีนและมีที่อยู่แน่ชัด ทำให้ไทยต้องดำเนินการส่งกลับ
รองนายกฯ กล่าวต่อว่า การตัดสินใจส่งตัวชาวอุยกูร์ครั้งนี้ ผ่านการพิจารณาของ 3 รัฐมนตรี ได้แก่
- นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม
- พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม
- นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ
โดยได้หารือกับรัฐบาลจีน และได้รับหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการ ว่าชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับ จะไม่ถูกทรมานหรือปฏิบัติอย่างโหดร้าย
บินตรงไปจีน 18 มีนาคม ติดตามสถานการณ์
นายภูมิธรรมเปิดเผยว่า ในวันที่ 18 มีนาคม 2568 ตนและ พ.ต.อ.ทวี จะเดินทางไปจีน เพื่อ ตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับ และติดตามผลการดำเนินการของรัฐบาลจีน
“เราเน้นความโปร่งใส ชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับต้องเดินทางขึ้นเครื่องบินอย่างปกติ ไม่คลุมศีรษะ หากใครมีปัญหาสุขภาพจะได้รับการรักษาก่อน คนที่แข็งแรงก็สามารถกลับบ้านได้ทันที เราทำทุกอย่างตามหลักสิทธิมนุษยชน และเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมาย”
ลดกระแสความหวาดกลัว-เดินหน้าชี้แจงนานาชาติ
นายภูมิธรรมระบุว่า ขณะนี้ หลายประเทศออกประกาศเตือนพลเมืองเกี่ยวกับสถานการณ์ในไทย เนื่องจากมีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการส่งตัวชาวอุยกูร์ ซึ่งไทย จำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อลดความหวาดกลัว โดยในวันที่ 5 มีนาคม 2568 จะพบกับเอกอัครราชทูตเยอรมนี เพื่อหารือในประเด็นนี้ หลังจากก่อนหน้านี้ ได้พบกับเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสแล้ว
“เราไม่อยากให้ความหวาดกลัวและความเชื่อผิด ๆ มากำหนดทิศทางการตัดสินใจเรื่องนี้ ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันทำความเข้าใจว่ารัฐบาลไทยทำทุกอย่างตามหลักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน”