ย้อนรอย James Bond ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงปัจจุบัน
ย้อนรอย James Bond ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงปัจจุบัน

ย้อนรอย James Bond ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงปัจจุบัน

ย้อนรอย James Bond ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงปัจจุบัน

เจมส์ บอนด์ คือตัวละครสายลับ จากปลายปากกาของนักเขียนชาวอังกฤษ เอียน เฟลมมิ่ง ปรากฏตัวใน นิยายเรื่อง Casino Royale ในปี 1953 ก่อนจะกลายเป็นตัวละครที่โลดแล่นในโลกภาพยนตร์ นับตั้งแต่เรื่อง Dr.No ในปี1962 จนถึงทุกวันนี้หนังชุด 007 ยังคงโลดแล่นและเป็นตัวละครที่แฟนหนังจดจำทุกวันนี้ มีนักแสดงชายที่ได้สวมบทถึง 6 คน เพื่อต้อนรับการมาของภาคที่ 25 ในชื่อ No Time To Die พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ ซึ่งรับทโดย แดเนี่ยล เครก แล้วยังเป็นการทิ้งทวนบทสายลับอย่างเป็นทางการ เราจะพาไปดูนักแสดงผู้เคยฝากบทบาทแห่งความทรงจำในฐานะ เจมส์ บอนด์ จากอดีตและปัจจุบันทั้ง 6 คนกัน..

 

 

1.) SEAN CONNERY

ภารกิจที่เคยได้รับ Dr. No (1962), From Russia with Love (1963), Goldfinger (1964), Thunderball (1965), You Only Live Twice (1967), Diamonds Are Forever (1971) และ Never Say Never Again (1983)

ถือว่าเป็นนักแสดงคนแรกๆ ที่ได้รับบทเป็นสายลับ 007 แล้วยังวางรากฐานสำคัญต่างๆมากมาย จนกลายเป็นสายลับเจ้าเสน่ห์ที่ครองใจผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้ ฌอน คอนเนอรี่ เริ่มเข้าสู่อาชีพวงการมายาเฉกเช่นนักแสดงคนอื่นๆ โดยเป็นตัวประกอบเล็กๆ แบบเดินผ่าน ขณะที่เวลานั้นเขาทำงานสารพัดก่อนจะรับราชการทหารเรือระยะหนึ่ง ก่อนเข้าสู่วงการเพาะกาย แล้วเริ่มเส้นทางนักแสดงอย่างแท้จริงด้วยการแสดงละครเวทีเก็บเกี่ยวประสบการณ์

มีบันทึกเล่าว่า ในช่วงที่เคยเป็นนักแสดงละครเวที ทีมนักแสดงได้มีโอกาสแข่งฟุตบอลกับทีมชุดเยาวชน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งฝีเท้าของเขาไปเข้าตาผู้จัดการทีมเข้า จนชวนเขาไปเป็นนักเตะ ซึ่งถ้าเขาอยู่ในวงการนี้เขาอาจจะเป็นตำนานลูกหนังก็ว่าได้ แต่เมื่อฌอนได้ปรึกษากับรุ่นพี่ซึ่งได้ให้คำแนะนำทางเลือกสองข้อ คือถ้าเป็นนักเตะระยะเวลาของอาชีพจะสั้น แต่ถ้าเลือกเป็นนักแสดงเขาก็อาจอยู่วงการได้ยาวนาน ท้ายที่สุดเขาจึงเลือกที่จะเอาดีในวงการบันเทิงต่อไป และการตัดสินใจของเขาก็ถูกต้อง จากวันนั้นถึงวันนี้เขาก็ยังอยู่วงการบันเทิงเรื่อยมา

เพราะความพยายามไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ บทบาทในวงการก็เริ่มมีมากขึ้นจากตัวประกอบเดินผ่านไปมา เริ่มมีบทพูดมากขึ้น และด้วยเสน่ห์บางอย่างที่เข้าตาผู้กำกับ เทอร์เรนซ์ ยัง ให้คำมั่นสัญญาว่าถ้ามีบทดีๆเหมาะกับฌอน จะติดต่อไปอย่างแน่นอน ทำให้ช่วงนั้นเขาก็ยังคงรับบทสมทบและรับงานโทรทัศน์รอคอยโอกาสกว่ามาถึง

วันหนึ่งสามโปรดิวเซอร์ อัลเบิร์ต อาร์ บร็อคโคลี่, แฮร์รี่ ซอลท์แมน, บัดด์ ออนสไตน์ กำลังง่วนกับการเตรียมงานหนังแนวสายลับ 007 ของ เอียน เฟลมมิ่ง ซึ่งร่วมประชุมกับทั้งสามคนในการเฟ้นหานักแสดงหนุ่มมารับบท เจมส์ บอนด์ ซึ่งมีตัวเลือกมากมายหลายคน แต่เพราะงบที่มีจำกัด จึงเสี่ยงทายเลือกฌอน มาแคสบทสายลับเจ้าเสน่ห์และได้รับเลือก แม้เจ้าของผลงานอย่างเอียนอาจไม่ชอบใจในตอนแรก แต่เพราะแรงเชียร์จากโปรดิวเซอร์และแฟนสาวของเฟลมมิ่ง ทำให้ ฌอน กลายเป็นสายลับ 007คนแรก ในหนัง Dr.No ปี 1962 ตัวหนังประสบความสำเร็จและเปิดฉากหนังชุด 007 จนเป็นหนึ่งในป็อบคัลเจอร์อันโด่งดัง ทำให้ฌอนได้แสดงเป็นสายลับ 007 อีก 5 เรื่องจนจบ You Only Live Twice ในปี 1967 ก่อนกลับมารับบทอีกสองครั้ง (หนัง Never Say Never Again ไม่ได้อยู่ภายใต้การผลิตของ Eon Productions ผู้ถือสิทธิ์หนังชุด 007) แล้วฝากฝีไม้ลายมือเป็นดาวค้างฟ้าของวงการจนทุกวันนี้

 

 

2.) GEORGE LAZENBY

ภารกิจที่ได้รับ On Her Majesty’s Secret Service (1969)

หลังจากที่ ฌอน คอนเนอรี่ อำลาบทบอนด์ในตอน You Only Live Twice ทำให้ผู้สร้างจึงต้องเฟ้นหานักแสดงคนใหม่ ที่สามารถแสดงได้ลื่นไหลไม่แพ้ฌอน หวยจึงมาลงที่นายแบบจากแดนจิงโจ้ที่ย้ายมาอังกฤษผู้ไม่เคยผ่านงานแสดงเรื่องไหนมาก่อนเลย เขามีชื่อว่า จอร์จ ลาเซนบี้ เขาคือสายลับที่ไม่ได้มาจากสหราชอาณาจักร เขาเกิดและเติบโตที่ประเทศออสเตรเลีย เขาผ่านงานทั้งเซลล์ขายรถ,นักดนตรีและครูฝึกสกี ก่อนไปรัยใช้ชาติก่อนจะย้ายตามแฟนสาวที่อังกฤษในปี 1964

ทว่าชีวิตคู่จบลงเพียงเท่านั้น แฟนสาวทิ้งเขาไป เขาจึงเริ่มงานเป็นเซลล์ขายรถที่ตัวเองคุ้นเคย แต่ด้วยความหน้าตาดีและบุคลิกไปโดนตาลูกค้าที่เป็นช่างภาพดัง จึงทาบทามให้เขาเป็นนายแบบโฆษณา ซึ่งเขากลายเป็นนายแบบค่าตัวแพงที่สุดในยุโรปเวลานั้น ไปไหนมาไหนจะเห็นภาพเขาตามสื่อต่างๆ วันหนึ่งแฟนสาวคนใหม่ของเขาแนะนำว่า อยากให้เขาไปลองแคสบท เจมส์ บอนด์ ซึ่งตอนนั้นเขายังไม่มีความคิด เพราะตอนนั้นคิวนายแบบก็แน่นตาราง แต่ด้วยความอยากลองอะไรใหม่ๆ เขาตัดสินใจไปออดิชั่น

บทสายลับแบบไม่ลังเล แล้วยังลงทุนตัดผม, ตัดสูทและไปหาผู้สร้างทันที ด้วยรูปร่างและบุคลิกเข้าตาโปรดิวเซอร์อย่าง อัลเบิร์ต อาร์ บร็อคโคลี่, แฮร์รี่ ซอลท์แมน เป็นอย่างมาก แต่ด้วยความที่เขาไม่เคยผ่านงานแสดงแบบจริงจังจึงมีพลาดกันบ้าง แล้วปัญหาอีกอย่างคือสำเนียงการพูดของเขาความเป็นคนออสซี่ ทำให้ตอนแรกให้เขาไปเรียนสำเนียงการพูด ท้ายสุดจึงมีการพากย์เสียงทับไป

อีกปัญหาหนึ่งที่มีบันทึกและคำบอกเล่าจากคนในกองว่า ปีเตอร์ ฮันท์ ผู้กำกับภาค On Her Majesty’s Secret Service ที่ลาเซนบี้แสดง คือคนเดียวที่เขาไม่คุยด้วย เพราะปัญหาเพียงเล็กน้อย ทางออกในตอนนั้นจึงมีผู้กำกับภาพเป็นตัวกลางคอยรับคำสั่งจากผู้กำกับหลักไปยังตัวนักแสดงอีกที

ลาเซนบี้ ได้แสดงเป็นสายลับที่มีเสน่ห์ไม่แพ้ ฌอน คอนเนอรี่ น่าเสียดายที่เขามีผลงานการแสดงเป็นเจมส์ บอนด์เพียงเรื่องเดียว ก่อนจะไปแสดงภาพยนตร์อื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามเขาจึงเป็น “007 หมายเลขสอง” ที่ยังอยู่ในความทรงจำแฟนๆจนปัจจุบัน

 

 

3.) ROGER MOORE

ภารกิจที่ได้รับ Live and Let Die (1973), The Man with the Golden Gun (1974) , The Spy Who Loved Me (1977), Moonraker (1979), For Your Eyes Only (1981) , Octopussy (1983) และ A View to a Kill (1985)

ถ้า ฌอน คอนเนอรี่ คือต้นแบบของสายลับ เจมส์ บอนด์ …. โรเจอร์ มัวร์ คือผู้ต่อยอดและสร้างรูปแบบใหม่ให้สายลับเจ้าเสน่ห์ที่ผู้ชมอมยิ้มไม่หยุดเลยทีเดียว มัวร์ น่าจะเป็นนักแสดงที่มีต้นทุนชีวิตดี เพราะพ่อของเขาที่กลางวันเป็นตำรวจพอออกเวรก็เป็นนักแสดงสมัครเล่นผู้ซึ่งเป็นป๋าดันให้เขา ประกอบกับสนิทสนมกับผู้กำกับชื่อดังหลายคน ที่ทำให้เขาได้เริ่มต้นอาชีพจากบทเล็กๆ ก่อนได้รับคำแนะนำให้เขาไปเรียนการแสดงที่ Royal Academy of Dramatic Arts หรือ RADA

ช่วงที่อยู่สถาบัน RADA ทำให้เขาได้เล่นละครเวที ก่อนจะได้รับใช้ชาติซึ่งเป็นการไปช่วยงานกองทัพ ก่อนจะกลับมาอังกฤษได้อยู่หน่วยสันทนาการ ที่ได้เจอนักแสดงและผู้กำกับมากมายหลายคน หลังออกจากราชการและจบจาก RADA จึงเข้าสู่วงการบันเทิงเต็มตัว โดยเริ่มเก็บประสบการณ์ทั้งละครเวทีและละครโทรทัศน์ ก่อนจะเซ็นสัญญากับค่าย MGM ที่ทำให้เขาได้บทบาทดีๆหลายเรื่อง จนเมื่อเขาได้แสดงทีวีซีรีส์ The Saint ที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักและได้กำกับบางตอนของซีรีส์ชุดนี้ The Saint จึงเป็นโปรไฟล์ชั้นดีที่ทำให้เขากลายเป็นสายลับ 007 ในเวลาต่อมา

การเป็นสายลับ 007 ของมัวร์นั้นถือว่าต้องรอคอยยาวนาน เพราะช่วงนั้น อัลเบิร์ต อาร์ บล็อกโคลี่ โปรดิวเซอร์หนังชุดนี้ประทับใจในการแสดงของมัวร์เป็นอย่างมาก จนเคยเป็นตัวเลือกแรกสำหรับเรื่อง Dr.No เลยทีเดียว จนเมื่อ ฌอน คอนเนอรี่ อำลาบทสายลับ เขาจึงได้มาออดิชั่นบทสายลับในตอน The Man With The Golden Gun แต่ก็ยังไม่ได้สร้างเพราะสถานที่ถ่ายทำเกิดปัญหาจึงเอาตอนอื่นมาสร้างไปพลางๆก่อน

อีกเหตุผลที่ต้องรอคอยนานหลายปี เพราะมัวร์ยังมีสัญญากับซีรีส์ 2-3เรื่อง ซึ่งทีมงานต้องรอจนกว่าเขาจะถ่ายทำเสร็จสิ้น เมื่อเขาเคลียร์คิวได้ ก็ถึงเวลาที่โรเจอร์ มัวร์ จะเป็นสายลับ 007 คนที่ 3 ในที่สุด โรเจอร์ มัวร์ ประเดิมบทบอนด์ครั้งแรกในตอน Live And Let Die ในปี 1973 ซึ่งหลังจากเข้าฉายผู้ชมจึงได้เห็นบอนด์คนใหม่ที่ยังครบเครื่องเหมือนรุ่นพี่ก่อนหน้านี้ ทั้งรูปหล่อเสน่ห์แรง ตรงตามต้นฉบับ แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นเจมส์ บอนด์ที่น่าจดจำจนทุกวันนี้ นั่นคือรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ที่ทำให้โทนหนังจากที่ดูซีเรียสจริงจัง กลับมีสีสันและมีชีวิตชีวามากขึ้น

มัวร์น่าจะเป็นนักแสดงเพียงคนเดียวของหนังชุดนี้ที่ร่วมงานอย่างยาวนาน 10 ปี แสดงถึง 7 ภาค ก่อนจะอำลาบทสายลับอารมณ์ดีในวัย 58 ปี ในตอน A View To A Kill ในปี 1985 แล้วหันไปเล่นแนวอื่นในฐานะนักแสดงมากฝีมือ โรเจอร์ มัวร์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ปี 2017 ทิ้งไว้กับบทบาทการแสดงน่าจดจำ หนึ่งในนั้นจะต้องมีบทสายลับอารมณ์ดีที่มาพร้อมเสียงหัวเราะ จนเป็นเสน่ห์ของหนังชุดนี้ไปในที่สุด

 

 

 

4.) TIMOTHY DALTON

ภารกิจที่ได้รับ The Living Daylights (1987), Licence to Kill (1989)

ถ้าจะพูดถึงสายลับ 007 ที่สุขุมและดุดันโหดเหี้ยมร้ายกาจกว่าทุกคนที่เคยแสดง ชื่อของ ทิโมธี ดัลตัน จะต้องถูกเอ่ยถึงอย่างไม่ต้องสงสัย เขาเป็นนักแสดงที่มีต้นทุนเพราะครอบครัวตั้งแต่ปู่ย่าของเขาคลุกคลีกับวงการละครเวทีและภาพยนตร์ จึงทำให้เขาชื่นชอบและหลงใหลศาสตร์การแสดง จนได้เรียนที่ Royal Academy of Dramatic Arts หรือ RADA แต่ว่าเขาเรียนไม่จบหลักสูตรจึงสั่งสมประสบการณ์ด้วยการเข้าร่วมคณะละครในเมืองเบอร์มิ่งแฮม แล้วเส้นทางของเขาแบบจริงจังเริ่มต้นเมื่อได้แสดงละครทีวีทางช่อง BBC

ในช่วงเวลานั้นภาพจำของดัลตันจะรู้จักในฐานะดาราเจ้าบทบาท แต่เพียง 3 ปี เขาหวนสู่ละครเวทีอีกครั้งหนึ่ง แต่ในปี 1978 เขาได้เล่นหนังเรื่อง Jane Eyre ในบท มิสเตอร์โรเชสเตอร์ ที่ได้รับคำชม สำหรับเส้นทางสู่บทสายลับของดัลตัน เหมือนกับ โรเจอร์ มัวร์ คือต้องรอคอยช่วงเวลาอันเหมาะสมจึงจะตอบรับบทนี้ โดยครั้งแรกคือตอนที่เขาอายุ 20 ปีต้นๆ แต่เขาปฏิเสธบทไปเพราะอยากให้อายุ 35-40 ปี จึงจะรับเล่น และในครั้งที่สอง หลังจากที่มัวร์เลิกเล่นไป ก็ได้มีการแคสติ้งนักแสดงดังๆ เพราะดัลตันติดสัญญาละครเวทีและละครทีวี แต่เมื่อดัลตันเคลียร์คิวเรียบร้อย เขากลายเป็นคนที่ 4 ที่ได้เป็นสายลับ 007

เจมส์ บอนด์ ฉบับดัลตันนั้น เหมือนเป็นการกลับมาสู่ขนบเดิมของ 007 ซึ่งดัลตันลงทุนอ่านหนังสือ เจมส์ บอนด์ ทุกเล่มทำให้เขาตีความเป็น เจมส์ บอนด์ ที่เลือดเย็นและไม่ปราณีศัตรูตรงหน้า ที่สำคัญเป็นสายลับ 007 ที่โผงผางและไม่พอใจในภารกิจของตัวเอง

ทิโมธี ดัลตัน แสดงเป็นสายลับ 007 เพียงแค่สองเรื่อง ซึ่งหลังจบ Licnece To Kill ในปี 1989 ก็มีแผนที่จะสร้างภาคต่อ เพราะมีสัญญาอีก 1 เรื่อง แต่ด้วยปัญหาครองสิทธิ์ที่กินเวลาในตอนนั้นของทาง MGM ท้ายที่สุดเขาจึงอำลาบทบอนด์ไปในที่สุด ปัจจุบันเขายังคงฝากฝีไม้ลายมือการแสดงทางทีวีจอแก้วเป็นส่วนใหญ่

 

 

5.) PIERCE BROSNAN

ภารกิจที่ได้รับ GoldenEye (1995), Tomorrow Never Dies (1997), The World Is Not Enough (1999) และ Die Another Day (2002)

เขาคือ เจมส์ บอนด์ ที่มีฐานแฟนๆอยู่ทั่วโลก และเป็นหนึ่งสายลับที่ครบเครื่อง รวมถึงอุปกรณ์ไฮเทคที่มีมากมาย สุขุมนุ่มลึก นี่คือนิยามของ 007 เมื่อครั้ง เพียร์ซ บรอสแนน ได้สวมบทเป็นสายลับ 007 และเป็นสายลับที่น่าจดจำที่สุดอีกคนก็ว่าได้ จากเด็กชายไอริสคนหนึ่งที่ได้ดูหนังครั้งแรกกับพ่อเลี้ยงคือ Goldfinger ที่ ฌอน คอนเนอรี่ แสดง ซึ่งใครจะไปคิดว่าเด็กชายคนนี้จะกลายเป็นสุดยอดยสายลับครองใจคนทั้งโลก เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นเขาเริ่มต้นในคณะละครสัตว์ 3 ปี แล้วเริ่มเส้นทางนักแสดงในละครเวที หนึ่งในผลงานที่จดจำของเขาคือ Wait Until Dark 6 งานประพันธ์ของ เทนเนสซี่ วิลเลี่ยมส์ ซึ่งการแสดงของเขาทำเอาเจ้าของผลงานประทับใจถึงกับส่งจดหมายขอบคุณเป็นการส่วนตัว

หลังจากนั้นจึงเข้าสู่วงการละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่พูดถึงในระดับหนึ่ง แต่ที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักวงกว้างนั่นคือซีรีส์ Remington Steele ของ BBC เมื่อออกฉายทั้งในอังกฤษและอเมริกา แฟนๆประทับในการแสดงของเขาเป็นอย่างมาก จนคาดหวังว่าเขาคือ 007 คนต่อไปในเวลานั้นเลย สำหรับเส้นทางสู่บทสายลับของเขา เริ่มจากการที่เขาได้ไปเยี่ยมกองถ่ายส่วนหนึ่งแฟนของเขาในเวลานั้นอย่าง คาแซนดร้า แฮร์ริส ซึ่งรับบทเป็นสาวบอนด์ในภาค For Your Eyes Only ทีมงานและโปรดิวเซอร์ถึงกับทาบทามล่วงหน้า แต่ตอนนั้นเขาคิดว่าเขาเด็กเกินที่จะรับบทนี้เลยปฏิเสธไป

จุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อซีรีส์ที่เขาแสดงถูกถอดจากตาราง และแฟนสาวของเขาเป็นมะเร็งซึ่งเขาอยู่เคียงข้างจนวันสุดท้ายของชีวิต ทำให้ในปี 1994 หลังจาก ทิโมธี ดัลตัน ถอนตัว อัลเบิร์ต อาร์ บร็อคโคลี่ จึงทาบทามเขาอีกครั้ง ซึ่งเหตุผลที่บรอสแนนสมควรได้บทนี้เพราะว่าเขามีความเป็นคอนเนอรี่และมัวร์ ในที่สุด GoldenEye ที่เข้าฉายปี 1995 ก็ได้เปิดตัวสายลับคนใหม่อย่าง เพียร์ซ บรอสแนน ซึ่งการแสดงของเขากลายเป็นเจอมส์ บอนด์ที่ดูดีไม่เปลี่ยนแปลง มีของเล่นสารพัดมากมาย ทำให้เขากลายเป็นสายลับที่คนทั้งโลกติดตามมากมาย

จากความสำเร็จของ GoldenEye ทำให้เขาได้เล่นต่ออีก 3 ภาค จนหลังจบภาค Die Another Day ในปี 2002 ก็มีข่าวว่าจะเล่นอีกสองภาค แต่ก็มีเสียงจากอีกฝ่ายว่าควรพอแล้ว จนยืดเยื้อยาวนานในที่สุดบรอสแนนปิดฉากชีวิตสายลับกับผลงานสายลับ 007 เพียง 4 ภาคเท่านั้น ก่อนจะหันไปแสดงแนวอื่น ส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นแอ็คชั่นที่ได้จากการแสดงเป็นเจมส์ บอนด์นั่นเอง

 

 

6.) DANIEL CRAIG

ภารกิจที่ได้รับ Casino Royale (2006), Quantum of Solace (2008), Skyfall (2012) , Spectre (2015) และ No Time To Die (2020)

สายลับ 007 คนล่าสุด กับภารกิจครั้งสุดท้ายใน No Time To Die ในปี 2020 นอกจากจะเป็นการับบทสายรับครั้งที่ 5 ของเขาแล้ว จะเป็นการแสดงในบทสายลับ 007 ครั้งสุดท้าย ต้องบอกว่าเขาคือสายลับที่มีความเป็นเลือดเนื้อและเข้าถึงผู้ชมได้มากที่สุด กว่าจะมาถึงตรงจุดนี้ได้ สำหรับ แดเนี่ยล เคร็ก ถือเป็นนักแสดงคุณภาพอีกคนที่ฝากฝีไม้ลายมือการแสดง ซึ่งฉายแววตั้งแต่ Layer cake ในปี 2004 ที่นอกจากโชว์บทบู๊จนถูกใจผู้ชมและใครจะคิดว่าหนังเรื่องนี้จะทำให้เขาได้โอกาสสำคัญนั่นคือการเป็นสายลับ 007

หลังจากที่ เพียร์ซ บอรสแนน อำลาบทสายลับ 007 ก็ทำให้บรรดาสื่อและแฟนๆต่างจับตามองว่าใครจะได้เป็น เจมส์ บอนด์ คนใหม่ จนเมื่อชื่อของ แดเนี่ยล เคร็ก ยืนยันทางการว่าเขาคือ 007 คนใหม่ กลายเป็นว่ามีเสียงวิจารณ์อย่างรุนแรงและรับไม่ได้ แต่ เคร็ก ก็ลบคำสบประมาท เขาสร้างบุคลิกบอนด์ท่าเข้ากับยุคนี้ ไม่เน้นของไฮเทคและเป็นสายลับที่ดุดันละม้ายคล้ายกับเวอร์ชั่นของดัลตัน ที่สำคัญเขามีความเจ็บปวดที่อยากสลัดออกไปจากชีวิตให้ได้ และ Casino Royale ในปี 2006 ที่เป็นการเปิดตัวเขาในฐานะสายลับคนใหม่ ก็สามารถกวาดรายได้และคำชมมากมาย ก่อนจะทำให้เขากลายเป็นเจมส์ บอนด์คนที่ 6 อย่างสมภาคภูมิ

หลังจากนั้นเขาจึงเป็นดาวดังค้างฟ้าที่ได้เล่นหนังดังมากมาย สำหรับ เจมส์ บอนด์ เขาได้แสดงต่ออีก 3 ภาค และภาคล่าสุดที่กำลังจะเข้าฉายในปีหน้าที่เป็นการทิ้งทวนบทสายลับอย่างสมบูรณ์ และนี่คือ 6 นักแสดงชายที่ได้เป็นสายลับเจ้าเสน่ห์ บอนด์… เจมส์ บอนด์ แล้วเตรียมตัวปีหน้ากับภารกิจสุดท้ายของแดเนี่ยล เคร็ก ในบทสายลับ 007 No Time To Die: พยัคฆร้ายฝ่าเวลามรณะ ปลายเดือนพฤศจิกายนในปี 2020

 

 

เตรียมพบกับบุรุษแห่งรหัสสังหาร ที่สร้างปรากฏการณ์แห่งโลกภาพยนตร์ เจมส์ บอนด์ 007 พยัคฆ์ร้าย Mega Pack พบ 2 สุดยอดนักแสดงผู้รับบทบาทที่เป็นที่จดจำตลอดกาล กับความมันส์ 8 วัน 8 ภาค ทางช่อง MONO29

GoldenEye พยัคฆ์ร้าย 007 รหัสลับทลายโลก
วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคมนี้ เวลา 20.35 น.

Tomorrow Never Dies 007 พยัคฆ์ร้ายไม่มีวันตาย
วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคมนี้ เวลา 20.25 น.

The World Is Not Enough 007 พยัคฆ์ร้ายดับแผนครองโลก
วันอังคารที่ 20 ตุลาคมนี้ เวลา 19.55 น.

Die Another Day 007 พยัคฆ์ร้ายท้ามรณะ
วันพุธที่ 21 ตุลาคมนี้ เวลา 20.05 น.

Casino Royale 007 พยัคฆ์ร้ายเดิมพันระห่ำโลก
วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคมนี้ เวลา 20.00 น.

Quantum of Solace 007 พยัคฆ์ร้ายทวงแค้นระห่ำโลก
วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคมนี้ เวลา 20.35 น.

Skyfall พลิกรหัสพิฆาตพยัคฆ์ร้าย 007
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคมนี้ เวลา 20.30 น.

Spectre องค์กรลับดับพยัคฆ์ร้าย
วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคมนี้ เวลา 20.00 น.
===================
รับชมผ่านทีวีดิจิตอล เคเบิ้ล ดาวเทียม หมายเลข 29
Application MONO29 ที่ http://bit.ly/2GE0XdR
===================
ช่องทางการรับข่าวสารเพิ่มเติม
Instagram : Mono29TV

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์
https://www.metalbridges.com/

 


Tag :
007
Casino Royale
Daniel Craig
Die Another Day
GEORGE LAZENBY
GoldenEye
james bond
Pierce Brosnan
Quantum of Solace
ROGER MOORE
Sean Connery
Skyfall
Spectre
The World Is Not Enough
TIMOTHY DALTON
Tomorrow Never Dies
จอร์จ ลาเซนบี้
ฌอน คอนเนอรี่
ทิโมธี ดัลตัน
ภาพยนตร์ต่างประเทศ
ภาพยนตร์แอ็คชั่น
เจมส์ บอนด์
เพียร์ซ บรอสแนน
เอียน เฟลมมิ่ง
แดเนี่ยล เคร็ก
โรเจอร์ มัวร์

FaceBook Comment

Movie & Series Talk

เพิ่มเติม >>