10 คำบอกเล่าจากผู้รอดชีวิตก่อนเป็นหนังเรื่อง Deepwater Horizon
10 คำบอกเล่าจากผู้รอดชีวิตก่อนเป็นหนังเรื่อง Deepwater Horizon

10 คำบอกเล่าจากผู้รอดชีวิตก่อนเป็นหนังเรื่อง Deepwater Horizon

10 คำบอกเล่าจากผู้รอดชีวิตก่อนเป็นหนังเรื่อง Deepwater Horizon

ย้อนกลับไปในปี 2010 เกิดเหตุโศกนาฎกรรมน้ำมันรั่วขนาดใหญ่ในอ่าวเม็กซิโกเป็นระยะเวลานานถึง 86 วัน พร้อมปริมาณน้ำมันหลายสิบล้านแกลลอนจนได้รับการประเมินว่าเป็นการรั่วไหลนอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา มีคนงานเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ทั้งสิ้น 11 คน และบาดเจ็บอีก 17 คน

ชื่อของหายนะครั้งนี้คือ “Deepwater Horizon” ซึ่งผู้กำกับ ปีเตอร์ เบิร์ก (Hancock; 2008, Battleship; 2012, Lone Survivor; 2013) จับมือกับผู้อำนวยการสร้างจาก Transformers ทุกภาค นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน แท็กทีมกับทีมเขียนบทสุดแกร่งอย่าง แมทธิว ไมเคิล คาร์นาแฮน ที่เคยเขียนบท The Kingdom (2007) และ World War Z (2013) มาแล้ว

 

 

Deepwater Horizon หรือ ฝ่าวิบัติเพลิงนรก เล่าเรื่องผ่าน ไมค์ วิลเลียมส์ หัวหน้าช่างไฟประจำ ดีพวอเตอร์ ฮอไรซัน (มาร์ค วอลเบิร์ก) หัวหน้าครอบครัวซึ่งใจจดใจจ่อจะกลับไปหาภรรยาและลูกที่บ้านหลังพ้นงานที่อ่าวเม็กซิโก  และไม่รู้เนื้อรู้ตัวแม้สักนิดว่าการไปเยือนอ่าวในครั้งนี้จะนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่เขาต้องจำจนตาย เมื่อแท่นขุดเจาะน้ำมันเกิดระเบิด และเป็นสุสานทะเลเพลิงเหนือน่านน้ำ และรายละเอียดที่จะได้อ่านต่อไปนี้มาจากบทสัมภาษณ์ของลูกเรือส่วนหนึ่งที่ได้ให้คำสัตย์ต่อคำให้การทั้งหมด รวมทั้งข้อเขียนจากลูกเรือเกือบทุกคนที่รอดชีวิตจากแท่นขุดเจาะมาได้

 

 

1. จุดเริ่มต้นของน้ำมันทะลัก

วันเกิดเหตุ ภารกิจหลักของทีมขุดเจาะคือการจัดการกับหลุมขุดเจาะมาคอนโด หรือที่เรียกกันว่าบ่อนรกให้เสร็จสิ้น เพราะการขุดเจาะหลุมแห่งนี้ล่าช้ามาตั้งแต่เริ่ม แท่นขุดฮอไรซันจึงถูกส่งเข้าไปเพื่อเร่งกระบวนการให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ในตอนแรกการขุดเจาะเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทีมงานของฮอไรซันต่างตั้งความหวังที่จะได้โบนัสชิ้นโต

แต่ขณะเดียวกัน การขุดเจาะอย่างรวดเร็วนำมาซึ่งความเสี่ยง แม้ทีมวิศวกรของฮอไรซันจะเก่งขนาดไหนแต่สิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญคือพลังแห่งธรรมชาติที่ไม่สามารถคาดเดาได้ การขุดเจาะอย่างรวดเร็วลงไปยังบ่อน้ำมันดิบและแก๊สลึกสามไมล์อาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่หลวงกับอ่าวเม็กซิโก ซึ่งเป็นภูมิประเทศที่ใต้ดินมีรูพรุนและความแข็งแรงต่ำอยู่แต่แรก

แท่นฮอไรซันเจอกับปัญหาตามคาด สิ่งที่เกิดขึ้นคือโคลนหายเข้าไปในรอยแตกของผืนดิน การที่โคลนเหล่านี้หายไปทำให้ไม่มีแรงกดที่จะทำให้น้ำมันและแก๊สพุ่งขึ้นมา แต่กลายเป็นทำให้เกิดการทะลักของแก๊สและน้ำมันเป็นระยะ ๆ ทีมงานจะต้องลงไปในบ่อขุดเพื่อควบคุมการทะลักเหล่านี้ เหตุการณ์ที่แย่ที่สุดเกิดขึ้นในวันที่ 8 มีนาคม การทะลักทำให้อุปกรณ์ขุดเจาะมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ติดขัดอยู่ในหลุม ปฏิบัติการณ์ต้องหยุดไปถึง 9 วันเต็ม และยังคงมีแก๊สรั่วขึ้นมาจนทางบริษัทต้องระงับการหุงต้มทั้งหมดบนพื้นที่แท่นขุดเจาะ ทีมงานทุกคนต่างเห็นตรงกันว่ายิ่งพวกเขาออกจากหลุมขุดเจาะได้เร็วเท่าไรยิ่งดี

 

 

2. เพื่อลดค่าใช้จ่ายจึงต้องเร่งงานแต่มันมีความเสี่ยง

เคเล็บ ฮอลโลเวย์ (แสดงโดย Dylan O’Brien) คนงานผอมสูงวัย 28 ปี ตำแหน่งฟลอร์แฮนด์ ตำแหน่งใช้แรงงานในแท่นขุดเจาะ ทำหน้าที่ทุกอย่างที่ถูกมอบหมาย เขาถูกเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสเรียกตัวไปพบเพื่อจะมอบรางวัลก่อนจะพบว่าแท้จริงแล้วคือการหารือกันเรื่องตารางงานที่อัดแน่นของฮอไรซัน รวมถึงการจัดการหลุมมาคอนโดให้เรียบร้อย

ก่อนหน้าที่จะทำโปรเจคต์นี้ แท่นขุดเจาะแห่งนี้ผ่านการซ่อมแซมครั้งใหญ่มาหลายครั้ง และขุดโปรเจ็คต์ยักษ์ใหญ่ให้กับบีพีไปถึงสองโปรเจ็คต์ เหล่าผู้บริหารต่างต้องการให้งานครั้งนี้เสร็จสิ้นตามเวลาที่วางไว้ เพราะโบนัสของพวกเขาขึ้นอยู่กับการประหยัดค่าใช้จ่ายของโปรเจ็คต์นี้ นั่นหมายถึงการทำงานให้ทันเส้นตาย ผู้บริหารจะคอยถามทีมงานอยู่เสมอว่าจะจัดการกับมาคอนโดเสร็จสิ้นได้เมื่อไร และเมื่อฮอลโลเวย์กลับไปทำงาน เขาและฟลอร์แฮนด์คนอื่น ๆ ต่างยุ่งกับการทำความสะอาดชั้นขุดเจาะของแท่นเจาะ พวกเขาไม่สนทนากันมากนัก เพราะความตึงเครียดในแท่นแห่งนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ

แม้คนของบีพีจะปฏิเสธว่าไม่ได้กดดันให้ทีมขุดเจาะทำงานแบบลักไก่ แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคอยเปลี่ยนแผนงานขุดเจาะมาคอนโดอยู่เสมอ และทุกครั้งจะเปลี่ยนไปในทางที่ประหยัดเวลาแต่เพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น

 

 

3. การทดสอบที่เร่งรีบก่อให้เกิดความผิดพลาด

ในช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันที่ 20 เมษายน จะต้องมีการทดสอบครั้งสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่าฮอไรซันสามารถเจาะลงไปในมาคอนโดและทำงานต่อไปได้ ทีมงานจะต้องกำจัดโคลนออกจากหลุมและใส่น้ำทะเลลงไปแทนเพื่อดูว่าไม่มีการรั่วไหลอีกต่อไป จากนั้นจึงทำการปิดหลุมเพื่อดูว่าแรงดันภายในนั้นเพิ่มขึ้นหรือไม่ หากแรงดันเพิ่มขึ้น แปลว่าอาจมีไฮโดรคาร์บอน น้ำมัน และแก๊สรั่วไหลเข้าไปในหลุม

การกระทำเช่นนี้หากมองอีกมุมหนึ่ง เท่ากับเป็นการท้าทายให้หลุมระเบิด การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบแบบ ‘เล่นกับไฟ’ ซึ่งต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ด้านวิศวกรรมอย่างมาก การทดสอบครั้งนี้ไม่มีตัวกำหนดใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมหรือกฎหมายของรัฐ ซึ่งหน้าที่ในการออกแบบการทดสอบ เป็นของทางบีพี แต่คำอธิบายปฏิบัติการที่ทางบีพีส่งมาให้ทีมขุดเจาะกลับมีความยาวทั้งหมดเพียง 24 คำ

กลายเป็นว่าทีมขุดเจาะและพนักงานของบีพีจะต้องจัดการรายละเอียดส่วนที่เหลือเอง ซึ่งไม่ได้ส่งผลดีแต่อย่างใด ผู้คนต่างเห็นไม่ตรงกัน ความดันในหลุมเจาะเพิ่มขึ้น จนทำให้เหล่าฟลอร์แฮนด์เป็นกังวลอย่างมาก คนของบีพีคนหนึ่งบอกว่าเขาคิดว่าการทดสอบเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้จัดการแท่นขุดคนอื่น ๆ รวมทั้งพนักงานควบคุมเครื่องมือต่างถกเถียงกันว่าจะทำการทดสอบอีกครั้งหรือไม่

เมื่อถึงเวลาสองทุ่ม หลังจากที่การทดสอบครั้งที่สองจบลง ทีมงานทุกคนเห็นตรงกันว่าความดันในหลุมมาคอนโดคงที่แล้ว และภายในไม่กี่ชั่วโมง การขุดเจาะที่ลากยาวมากว่า 21 วันจะจบสิ้นลง ‘โจเซฟ คีธ’ ผู้ทำงานบนฮอไรซันมากว่าเจ็ดปี บอกว่าไม่เคยเห็นการทำงานปิดหลุมที่รวดเร็วและวุ่นวายขนาดนี้มาก่อน ซึ่งเร็วจนทำให้เขากังวล หน้าที่ของคีธคือการเฝ้าดูเกจ์เตือนการทะลักของแก๊ส แต่สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนั้นรวดเร็วจนเขาไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มความสามารถ ซึ่งคีธไม่ได้บอกใครจนกระทั่งหลังเกิดเหตุว่าในตอนนั้นเขาไม่สามารถเฝ้าระวังสิ่งใดได้เลย

พนักงานสอบสวนเชื่อว่าการไหลทะลักได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เวลาสองทุ่มห้าสิบนาที ในเวลานั้นทีมงานกำลังเตรียมการขุดเจาะน้ำมัน ด้วยการให้ทีมขุดเจาะปั๊มเอาโคลนออกจากหลุมเพื่อลดน้ำหนักที่กดทับไฮโดรคาร์บอนในหลุม อย่างไรก็ตาม หลังจากการสอบสวน ทีมสอบสวนได้ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าที่จริงแล้วหลุมมาคอนโดไม่ผ่านแม้แต่การทดสอบความดันครั้งสุดท้ายด้วยซ้ำ เจ้าพนักงานสอบสวนชี้เป้าไปที่เอกสารอธิบายการทำงานของบีพี และความสามารถของลูกเรือว่ามีทักษะเพียงพอในการตีความผลการทดสอบหรือไม่ นอกจากนี้ยังบอกว่าทีมเฝ้าระวังควรช่วยให้ทีมงานของฟลอร์แฮนด์สามารถมองเห็นสัญญาณการรั่วไหลได้ตั้งแต่ 20 นาทีแรกของการขุดเจาะ แต่กระนั้นฮอลโลเวย์ไม่รู้สึกถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามาเลย สาเหตุของการตรวจไม่พบในครั้งนี้ ไม่มีทางทราบได้แน่ชัดว่าเกิดจากการที่ทีมงานมัววุ่นกับภารกิจอื่นหรือรีบร้อน หรือพอใจกับผลที่เห็นตรงหน้าแล้ว

‘ฌอน กริมส์ลีย์’ ทนายความของกรรมการตรวจสอบเหตุการณ์ครั้งนี้บอกว่า “คำถามที่เกิดขึ้นคือเหล่าคนงานที่มีประสบการณ์มากขนาดนี้ เชื่อไปได้อย่างไรว่านั่นเป็นผลการทดสอบที่ดีแล้ว”

 

 

4. โคลนและน้ำทะเลปะทุขึ้นอย่างรุนแรง

หลังจากสอบสวน เจ้าหน้าที่เห็นตรงกันว่าน้ำมันและแก๊สกว่าร้อยบาร์เรลได้รั่วไหลขึ้นมาในบ่อขุด เกิดเป็นแรงอัดและความเร็วสะสมในขณะที่แก๊สขยายตัวออก ข้อมูลของหลุมเจาะเมื่อเวลา 21.38 น. ชี้ให้เห็นว่าไฮโดรคาร์บอนระลอกแรกได้ทะลุผ่านระบบป้องกันการทะลักสูงห้าชั้นของแท่นฮอไรซันมาแล้ว ระบบป้องกันแก๊สทะลักชุดนี้เป็นระบบป้องกันภัยที่เคยช่วยให้ทีมขุดเจาะสามารถปิดหลุมได้มานักต่อนัก แต่เมื่อแก๊สและน้ำมันได้ล้นทะลักผ่านระบบป้องกันมาแล้วจึงไม่มีสิ่งใดที่จะหยุดมันไม่ให้วิ่งขึ้นมาผ่านท่อนำส่งยาว 5,000 ฟุตของฮอไรซันได้อีก

ขณะนั้นฮอลโลเวย์และบารอน (อีกหนึ่งฟลอร์แฮนด์) ทำงานอยู่ที่ชั้นดาดฟ้าหลัก เมื่อฮอลโลเวย์เหลือบไปเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นที่ชั้นขุดเจาะก็แทบไม่เชื่อสายตา โคลนล้นทะลักจากบ่อขึ้นมาถึงผิวน้ำ ไม่ต่างอะไรจากน้ำพุ หลังจากนั้นเก้านาที การระเบิดครั้งแรกจึงเกิดขึ้น

ทีมขุดเจาะทุกคนเคยฝึกซ้อมรับมือกับการทะลัก โดยเฉพาะเหล่าฟลอร์แฮนด์อย่างฮอลโลเวย์ ผู้ต้องออกรับมือเป็นฝ่ายแรก ทีมขุดจะตะโกนว่า “น้ำมันทะลัก!” และบอกเวลาที่พอมีสำหรับการระงับปัญหา ซึ่งโดยปกติแล้วจะต้องมีการติดตั้งวาล์วบนท่อขุดในทันทีเพื่อป้องกันการทะลักของแก๊ส

แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในชีวิตของเหล่าฟลอร์แฮนด์ของฮอไรซัน และฮอลโลเวย์เองรู้เช่นกันว่ามีคนงานไม่เพียงพอที่จะจัดการกับปัญหาครั้งนี้ น้ำตกโคลนยังไหลจากชั้นขุดเจาะขึ้นมายังดาดฟ้าอย่างต่อเนื่อง และเพียงเสี้ยววินาที ทั้งโคลนและน้ำก็ระเบิดขึ้นภายในปั้นจั่นบนดาดฟ้า

เมื่อฮอลโลเวย์และบารอนไปถึงชั้นขุดเจาะ พวกเขาจะต้องผ่านประตูกันน้ำเพื่อไปให้ถึงใจกลางชั้น ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่าหลังประตูบานนั้นมีทั้งโคลนและน้ำทะเลที่พุ่งทะลักออกจากก้านเจาะทุกทิศทุกทางด้วยความแรงมหาศาล แต่ทั้งสองยังเดินหน้าต่อไปแม้อยู่ห่างจากการทะลักอันรุนแรงไปประมาณยี่สิบฟุต พวกเขาได้ยินเสียงการทะลักครั้งนี้เหมือนเครื่องบินเจ็ท เสียงโหยหวนกรีดแก้วหู ฮอลโลเวย์เปียกไปทั้งตัวในทันที แว่นป้องกันของเขาโชกไปด้วยโคลน สิ่งของต่าง ๆ พังเสียหายอยู่รอบตัวเขา

ฮอลโลเวย์บอกบารอนให้หาที่กำบังในห้องเครื่องที่อยู่ด้านหลังพวกเขา การฝึกซ้อมที่พวกเขาเคยชินเป็นการรับมือแก๊สที่พุ่งขึ้นมาในท่อขุดเจาะแล้วเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าการทะลักครั้งนี้จะปะทุขึ้นมาตั้งแต่ปากหลุมเลยทีเดียว แม้เขาอยากจะวิ่งกลับไปที่พักบนชั้นดาดฟ้าเพื่อถามความเห็นจากหัวหน้าทีมว่าควรทำอย่างไร แต่หากเดินย้อนไปตอนนี้อาจได้พบกับการระเบิดที่จะฉีกร่างเขาเป็นชิ้น ๆ

 

 

5. ลูกเรือไม่รับรู้ถึงสัญญาณเตือนภัย

แอนเดรีย เฟลย์ตาส (Gina Rodriguez) หนึ่งในเจ้าหน้าที่สะพานรู้สึกได้ถึงการเขย่าตัวของแท่น ส่วน ‘เคิร์ท คุชตา’ กัปตันวัย 34 ปี รู้สึกเช่นเดียวกันว่ามีบางอย่างผิดปกติ พวกเขาได้ยินเสียงสูงบาดหูและบนจอภาพของกล้องวงจรปิด พวกเขาเห็นโคลนน้ำมันที่ไหลทะลักลงสู่ทะเล ทันใดนั้นสัญญาณเตือนแก๊สเริ่มดังขึ้นบนคอมพิวเตอร์ของเฟลย์ตาส แจ้งว่าแก๊สรั่วไหลไปทั่วแท่นขุด ตั้งแต่ชั้นขุดเจาะขึ้นมาถึงดาดฟ้า เสียงเตือนดังจากหลายแห่งจนไม่มีใครแน่ใจว่าแก๊สรั่วมาจากจุดไหนบ้าง ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือไฟทุกดวงกลับกลายเป็นสีแดงม่วงไปหมด ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่ามีแก๊สติดไฟรั่วไหลในปริมาณมาก

ทีมควบคุมเครื่องยนต์โทรมาถามเฟลย์ตาสว่าเกิดอะไรขึ้น เธอตอบไปว่า “ทุกอย่างเรียบร้อยดี” เธอไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับโคลนปะทุหรือสัญญาณเตือนแก๊สรั่วแม้แต่น้อย จริง ๆ แล้วระบบสัญญาณเตือนใช้เซนเซอร์หลายสิบตัวที่ติดตั้งไว้ตามแผนดูแลความปลอดภัยรอบ ๆ ฮอไรซัน เมื่อเซนเซอร์ตัวใดตัวหนึ่งตรวจพบแก๊สรั่วหรือไฟไหม้จะมีสัญญาณเตือนดังขึ้นที่คอมพิวเตอร์แทบทุกเครื่อง ซึ่งรวมถึงห้องพักลูกเรือและห้องควบคุมเครื่องยนต์ด้วย เพื่อให้ใครก็ตามที่อยู่ใกล้สถานที่สำคัญ สามารถเข้ารับมือกับสถานการณ์ได้ทันทีหากมีสัญญาณเตือน ตอนแรกที่ออกแบบนั้น ระบบนี้จะทำให้สัญญาณเตือนหลักดังขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยจะเตือนให้มีการอพยพออกจากแท่นขุดเจาะหากพบแก๊สในปริมาณมาก แต่กระนั้นบริษัททรานส์โอเชียได้ตั้งค่าระบบสัญญาณเตือนหลักให้ต้องเปิดใช้ด้วยมือ โดยจะไม่ทำงานอัตโนมัติ ซึ่งแม้การตั้งค่าครั้งนี้จะได้รับอนุญาตจากกองกำลังคุ้มครองชายฝั่งแล้ว แต่ ‘ไมค์ วิลเลียมส์’ (Mark Wahlberg) ช่างไฟฟ้าผู้ดูแลระบบนี้สาบานว่าเขาเคยแสดงถึงความกังวลเกี่ยวกับการตั้งค่าระบบสัญญาณเตือนแล้ว

เฟลย์ตาส ลูกเรือสาววัย 23 ปี จบการศึกษาจากสถาบันทางทะเล เธอเพิ่งเข้ามาอยู่ที่ฮอไรซันได้ปีครึ่งเท่านั้น ตัวเธอเองได้รับการฝึกฝนมาให้ส่งสัญญาณเตือนภัยหลักทันทีหากมีเซนเซอร์ตรวจพบแก๊สรั่วสองตัวขึ้นไป เธอเองรู้ว่าการเปิดสัญญาณนี้จะต้องทำด้วยมือและรู้ว่าจำเป็นต้องพาลูกเรือทุกคนออกจากพื้นที่ที่เต็มไปด้วยแก๊สติดไฟ แต่ถึงแม้จะมีเซนเซอร์กว่ายี่สิบตัวแสดงไฟสีแดงม่วงอยู่ในขณะนั้น เฟลย์ตาสกลับลังเลใจและไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนหลักออกไป

“ฉันไม่กล้าทำอะไรเลยค่ะ มันโกลาหลเหลือเกิน” นั่นคือคำให้การของเธอ

‘แยนซี่ เคปลินเจอร์’ เจ้านายของเธออยู่บนสะพานเชื่อมเช่นกัน เขาบอกว่านอกจากไฟสีแดงม่วงแล้ว สัญญาณเตือนภัยยังดังลั่นถึงขนาดที่เขาพยายามทำให้มันเงียบเพื่อจะคิดให้ออกว่าควรทำอย่างไรต่อไป

“ผมไม่คิดว่าจะมีแม้แต่คนเดียวที่ฝึกมาเพื่อรับมือสัญญาณที่มากมายขนาดนี้” นี่คือคำให้การของเขา

ทั้งเฟลย์ตาสและเคปลินเจอร์ยังมีสุดยอดเครื่องมืออยู่อีกชิ้นนั่นคือการปิดทั้งระบบลง พวกเขาสามารถหยุดการทำงานของพัดลมเพื่อขังแก๊สเอาไว้ สามารถปิดการทำงานของระบบไฟฟ้าทั้งหลายเพื่อระงับการเกิดขึ้นของประกายไฟ พวกเขาทำได้แม้กระทั่งปิดการทำงานของเครื่องยนต์ แต่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลย

 

 

6. ไม่มีใครกล้าตัดสินใจที่ต้องแบกความรับผิดชอบ

ท่าไม้ตายในการอุดรูรั่วคือ ‘กรรไกรไฮโดรลิกขนาดใหญ่’ ที่สามารถตัดท่อส่งน้ำมันและปิดหลุมได้ในทันที โดยมีปุ่มควบคุมสีแดงที่ติดตั้งไว้ในห้องพักลูกเรือ มีไว้สำหรับเปิดการทำงานของกรรไกร แต่คู่มือของทรานส์โอเชียนบอกไว้ว่า ‘ใช้กรรไกรนี้ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เลวร้ายที่สุดเท่านั้น’ ทำให้ในที่สุดไม่มีใครกล้ากดปุ่มนี้

หลักฐานมากมายเผยออกมาว่าเครื่องระงับการทะลักนี้อาจเสียหายอยู่ตั้งแต่แรกเนื่องจากการซ่อมบำรุงที่ไม่ได้มาตรฐาน เจ้าหน้าที่สอบสวนพบหลักฐานมากมาย ตั้งแต่แบตเตอรี่หมด, วาล์วไม่ได้มาตรฐาน และท่อไฮโดรลิครั่วที่ไม่ได้รับการซ่อมบำรุงแต่อย่างใด ทรานส์โอเชียนไม่เคยทำการซ่อมบำรุงแบบ 90 วันที่ผู้ผลิตบอกว่าควรทำทุก ๆ สามถึงห้าปีแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานอุตสาหกรรมและกฎของกระทรวง ทางบีพีและทรานส์โอเชียนยอมรับว่า แท่นฮอไรซันที่มีอายุกว่า 10 ปี ได้เลยกำหนดการซ่อมบำรุงมานานแล้ว พวกเขาคิดว่าการซ่อมบำรุงแบบทั่วไปเพียงพอแล้วสำหรับช่วงเวลานั้น

ในห้องควบคุมเครื่องยนต์ ‘ดั๊ก บราวน์’ และทีมของเขามีแผงควบคุมที่สามารถปิดระบบทั้งหมดลงได้ สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องทำคือเปิดฝาของปุ่มนั้นขึ้น กดปุ่มลงไป และเครื่องยนต์ทั้งหมดจะดับลงในเสี้ยววินาที แต่นั่นไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายเลย เพราะมันอาจเป็นการปฏิบัติเกินกว่าเหตุที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง หากพวกเขาปิดการทำงานของเครื่องยนต์ลง แท่นฮอไรซันจะหลุดจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่เหนือหลุมเจาะ และอาจทำให้เครื่องมือขุดเจาะที่มีอยู่มากมายเสียหาย ทำให้เกิดการล่าช้าที่อาจนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายมหาศาล ทุกคนถูกฝึกมาให้ ‘รอและฟังคำสั่งการจากสะพานเชื่อม’

 

 

7. การระเบิดครั้งใหญ่ครั้งแรก

เจ้าหน้าที่สืบสวนเชื่อว่าการระเบิดครั้งใหญ่ครั้งแรกเกิดขึ้นกับเครื่องยนต์หมายเลขสาม และครั้งที่สองกับเครื่องยนต์หมายเลขหก ทำให้ห้องเครื่องยนต์และห้องไฟฟ้าจมอยู่ในกองไฟลุกโชน

ขณะที่ทุกอย่างเกิดระเบิดขึ้น ‘ไมค์ วิลเลียมส์’ (Mark Wahlberg) กำลังสำรวจซากคอมพิวเตอร์ของเขาอยู่ ประตูเด้งออกฟาดเข้าที่หน้าผากของเขา เลือดไหลอาบหน้า เขาคาบไฟฉายไว้ที่ปากและเริ่มคลานไปที่ประตูอีกบานเพื่อเอาชีวิตรอด แต่กลับกระเด็นกลับมาถึง 9 เมตรด้วยแรงระเบิดครั้งที่สอง

เขาพยายามคลานใหม่อีกครั้ง ขณะนั้นได้คลานผ่านลูกเรืออีกสองคนในห้องเครื่องยนต์ เขาคิดว่าทั้งสองเสียชีวิตไปแล้วเพราะไม่มีการโต้ตอบใด ๆ (ที่จริงแล้วทั้ง 4 คนในห้องเครื่องยนต์บาดเจ็บแต่รอดชีวิตมาได้) วิลเลียมส์หนีออกมาถึงชั้นเรือชูชีพที่อยู่นอกห้องเครื่องยนต์ แม้เรือบางส่วนจะพังไปจากการระเบิดแล้ว แต่มีเรือชูชีพอีกสองลำที่ยังใช้งานได้ เรือชูชีพสามารถจุคนได้ 73 คน แต่ในตอนแรกวิลเลียมส์ตั้งใจจะหนีไปคนเดียว อย่างไรก็ตามในที่สุดแล้วเขาตัดสินใจช่วยคนที่เหลือที่อยู่บนสะพานเชื่อม

 

 

 

8. โอกาสที่ยังเหลืออยู่

‘คริส พลีแซนท์’ เป็นคนแรกที่เห็นหนทางที่จะทำให้ฮอไรซันรอดจากการจม เขาเป็นเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเครื่องป้องกันการทะลัก เมื่อเห็นว่าชั้นดาดฟ้าหลักไฟไหม้แล้ว เขาจึงวิ่งไปที่สะพานเชื่อม คิดเพียงอย่างเดียวว่าจะต้องตัดการเชื่อมต่อของแท่นขุดเจาะออกจากเครื่องระงับการทะลักและหลุมเจาะเพื่อตัดแหล่งไฟหลัก

สิ่งที่เขาต้องทำคือการเปิดระบบตัดการเชื่อมต่อฉุกเฉิน ซึ่งมีลักษณะคล้ายปุ่มดีดตัวของนักบิน ปุ่มนี้จะส่งสัญญาณให้เครื่องป้องกันการทะลักปล่อยมือออกจากฮอไรซันและส่งสัญญาณให้เครื่องปิดปากหลุมเจาะซึ่งอาจช่วยระงับไม่ให้น้ำมันไหลลงสู่ทะเล

“ผมจะกดปุ่มตัดการเชื่อมต่อแล้วนะ” คริส พลีแซนท์บอกกัปตันคุชตา แต่เขาตอบกลับเพียงว่า “ใจเย็นก่อน อย่าเพิ่งกดปุ่มนั้น” ไม่มีใครกล้ากดปุ่มที่ต้องแบกความรับผิดชอบ พวกเขาต้องรอขออนุญาตจากฮาร์เรล หัวหน้าใหญ่ของดีพวอเตอร์ ฮอไรซัน

‘เบอร์โทน’ ซึ่งเป็นหัวหน้าวิศวกรบอกว่าในตอนนั้นเขาคิดว่าฮอไรซันหลุดจากมาคอนโดแล้ว และไฟที่ลุกท่วมปั้นจั่นคงจะหยุดในไม่ช้า หากพวกเขาสามารถเตรียมเครื่องปั่นไฟสำรองได้ก็อาจจะเป็นหนทางให้สตาร์ทเครื่องยนต์ที่เหลือ และต่อสู้กับไฟได้ แต่เครื่องปั่นไฟเหล่านั้นอยู่สุดด้านหลังของฮอไรซัน มีชั้นดาดฟ้าที่กำลังมอดไหม้ขวางอยู่ หากจะมีใครไปเอาเครื่องปั่นไฟมา พวกเขาจะต้องฝ่ากำแพงไฟไป  เบอร์โทน, วิลเลียมส์ และพอล ไมน์ฮาร์ท คือผู้ที่อาสาฝ่าไฟนรก

9. การอพยพ

การอพยพ เป็นมาตรการที่ได้รับการฝึกซ้อมมากที่สุดในฮอไรซัน แต่สิ่งที่พวกเขาซ้อมมากลับกลายเป็นความวุ่นวาย ในตอนนี้ชั้นเรือชูชีพกลายเป็นสถานที่แออัด ทุกคนต่างรู้สึกและได้ยินเสียงไฟไหม้ที่กำลังเผาปั้นจั่นเป็นจุณ และอันที่จริงตามกฎแล้วลูกเรือจะต้องรายงานตัวกับหัวหน้าก่อนจะไปที่เรือชูชีพ แต่มีหลายคนที่พุ่งไปที่เรือโดยตรง บางคนถึงกับบอกลูกเรือคนอื่นให้ออกจากเรือด้วยซ้ำ

เรือชูชีพหมายเลขสองออกจากท่าเป็นลำแรก แต่รายงานระบุว่าผู้โดยสารบนเรือหมายเลขสองนั้นส่วนมากไม่ใช่ลูกเรือประจำเรือชูชีพหมายเลขสอง

“ขอให้ผมได้ทำงานของผมให้ดีที่สุดเถอะ” ดาริน รูปินสกี้ ผู้คัดท้ายเรือหมายเลข 1 ไม่ยอมออกเรือหากเรือยังไม่เต็ม

‘เกร็ก เมเช่’ เคยเป็นทหารอยู่ในอิรักและเคยได้เห็นความโกลาหลมามากมาย เขายอมรับว่าไฟที่โหมท่วมและฉีกฮอไรซันเป็นชิ้น ๆ น่ากลัวกว่าสมรภูมิรบหลายเท่า โดยในเหตุการณ์ครั้งนั้น เกร็กและเพื่อนตัดสินใจกระโดดหนีตายลงในอ่าวเม็กซิโก

 

10. 10 คนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

เรือชูชีพทั้งสองลำออกไปแล้วแต่ยังมีคนอีก 10 คนเหลืออยู่บนแท่น โดยในตอนที่เบอร์โทน, วิลเลียมส์ และไมน์ฮาร์ทกลับมาถึงสะพานเชื่อม หลังจากที่พยายามไปสตาร์ทเครื่องปั่นไฟ พวกเขาพบกัปตันคุชตา, เฟลย์ตาส และเคปลินเจอร์ที่ยังรออยู่

แผนการที่วางไว้คือการให้ลูกเรือทุกคนหนีออกไปด้วยแพลอยน้ำ ซึ่งเป็นแผนสำรองจากเรือชูชีพ แต่แผนสำรองนี้กลับล้มเหลวเช่นกันเพราะในทุกการซ้อมหนีภัยไม่เคยมีการซ้อมเป่าลมแพยางหรือการปล่อยแพยางลงน้ำแต่อย่างใด เมื่อเหตุการณ์จริงมาถึงจึงไม่มีใครสามารถปลดแพออกจากแท่น และปัญหาที่ยิ่งกว่านั้นคือการรักษาสมดุลของแพไม่ให้คว่ำ และการบรรจุคนลงในแพที่โกลาหลเหลือเกิน

 

ร่วมเดินทางสู่เหตุการณ์มหันตภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของน้ำมือมนุษย์ ที่ต้องกอบกู้ด้วยความหวังของมนุษย์ นำโดยวีรบุรุษแห่งท้องทะเล มาร์ค วาห์ลเบิร์ก และ ดีแลน โอ’ ไบรอัน จาก The Maze Runner สมทบด้วยทีมนักแสดงแถวหน้าของวงการ อาทิ เคิร์ท รัสเซล, เคท ฮัดสัน, จอห์น มัลโควิช และจีน่า โรดริเกวซ ใน DEEPWATER HORIZON ฝ่าวิบัติเพลิงนรก วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน เวลา 18.00 น. ทางช่อง MONO29

 

ขอบคุณจาก facebook fanpage
: หนังโปรดของข้าพเจ้า

Tag :
Deepwater Horizon
จอห์น มัลโควิช
จีน่า โรดริเกวซ
ดีแลน โอ’ ไบรอัน
ฝ่าวิบัติเพลิงนรก
มาร์ค วาห์ลเบิร์ก
เคท ฮัดสัน
เคิร์ท รัสเซล

FaceBook Comment

Movie & Series Talk

เพิ่มเติม >>