กฏมีไว้แหก? การเติบโตและเอาชีวิตรอดบนโลกที่โหดร้ายใน Maze Runner!
กฏมีไว้แหก? การเติบโตและเอาชีวิตรอดบนโลกที่โหดร้ายใน Maze Runner!

กฏมีไว้แหก? การเติบโตและเอาชีวิตรอดบนโลกที่โหดร้ายใน Maze Runner!

กฏมีไว้แหก? การเติบโตและเอาชีวิตรอดบนโลกที่โหดร้ายใน Maze Runner!

หลังจากวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง The Maze Runner ของ James Dashner วางขายในวันที่ 7 ตุลาคม ปี 2009 ความโด่งดังของมัน ก็ทำให้เกิดภาคต่อ และนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน ตั้งแต่เริ่มต้นถ่ายทำเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2013 ที่เมืองบาตัน รูจ รัฐหลุยส์เซียนา กระทั่งออกฉายครั้งแรกในวันที่ 18 กันยายน ปี 2014 หลายคนอาจดูแค่เอามันส์อย่างเดียวจนมองไม่เห็นความลึกที่ซ่อนไว้ เราเลยจะพามาแตกประเด็นสิ่งที่ซ่อนไว้ในวงกตมฤตยูกัน

 

 

ดิสโทเปีย ใน Maze Runner 

ภาพยนตร์เรื่องนี้คุมธีมเรื่องด้วยความเป็นดิสโทเปีย คือการสร้างโลกใหม่ที่พัฒนาไปทางใดทางหนึ่งอย่างสุดโต่ง เป็นสังคมจำลองที่ทำให้เราเห็นว่าหากมันเป็นอย่างนั้นจะเกิดอะไรขึ้น โดย Maze Runner สร้างสังคมในทุ่งกว้างที่ปราศจากไฟฟ้า เทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งเป็นสังคมที่มีแต่ผู้ชาย เอาตัวรอดด้วยตัวเอง ไม่มีเพศหญิงมาเป็นผู้ปรนนิบัติหรือคอยทำอาหาร ทำงานบ้านให้ โดยที่สังคมดังกล่าวถูกควบคุมจากภายนอกอีกครั้ง ด้วยการส่งกล่องปริศนาเข้ามา พร้อมกับมีเขาวงกตเป็นกำแพงกั้นให้ทุกคนอยู่ในกรอบที่ถูกสร้างขึ้นมา

 

 

สังคมที่ยึดถือกฎเป็นที่ตั้ง “จงอย่าแหกกฎ”

สังคมในทุ่งมีกฎเกณฑ์เป็นกรอบปฏิบัติ คนที่มาทีหลังต้องเชื่อฟังหัวหน้ากลุ่มที่เป็นคนอยู่มาก่อน มีผู้ดูแล มีบทลงโทษ เพื่อการอยู่ร่วมกัน หากรักตัวกลัวตายจงอย่าแหกกฎและทำหน้าที่ของตนไป เหมือนว่า เชื่อผู้ใหญ่เถอะเพราะพวกเขาผ่านมันมาก่อน ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเขาอาจไม่ได้ผ่านอะไรมาเลยก็ได้ ในขณะที่ภารกิจของการหาทางออกจากวงกต เป็นของ นักวิ่งเท่านั้น คนที่ไม่ได้เป็นห้ามเข้าไปในวงกตเด็ดขาด การมาถึงของโทมัส เปรียบเสมือนการส่งคนหัวดื้อเข้าไปในสังคม เขาเต็มไปด้วยการตั้งคำถาม การแหกกฎและความกล้าที่ต่างจากตัวละครอื่น หากยังจำได้ โทมัสเป็นคนที่พุ่งตัวเข้าไปช่วยนักวิ่งในเขาวงกตจนต้องติดอยู่ภายในนั้นข้ามคืน จนเขารอดออกมาได้ โทมัสยังต้องถูกพิพากษาจากการละเมิดกฎของชาวทุ่ง แม้สิ่งที่เขาทำจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องทางศีลธรรมแต่เป็นการผิดกฎมหันต์  สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า กฎระเบียบในสังคมดังกล่าวเป็นกรอบบังคับศีลธรรมตามไปด้วย หากศีลธรรมเป็นสิ่งละเมิดกฎนั่นก็หมายถึงมันเป็นความผิดและสิ่งต้องห้ามในสังคมนี้

 

 

เขาวงกต การก้าวข้ามตัวตนและสิ่งที่ต้องเลือก

วงกตเปรียบเสมือนแบบจำลองและสิ่งที่วัยรุ่นต้องก้าวข้าม คุณจะเลือกอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย  comfort zone ซึ่งคุณก็สามารถใช้ชีวิตได้ต่อไปโดยไม่ต้องเสี่ยง แต่ชีวิตก็จะมีอยู่แค่นั้น หรือจะเลือกเข้าไปเสี่ยงในเขาวงกตที่ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไร แต่อาจจะได้อะไรใหม่ๆกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ หนังย้อนกลับถามถึงคนดูว่า ถ้าเป็นคุณจะอยู่หรือจะไป ในขณะที่ โทมัส เป็นตัวละครหัวขบถที่นำมาซึ่งการตั้งคำถามในสังคมและปลุกให้คนอื่นกล้าก้าวข้ามเขาวงกตนี้ออกไป และใช้ความกล้า ความมั่นใจในพวกพ้อง รวมถึงความหวัง ซึ่งในชีวิตจริงเราอาจจะไม่ได้เจออะไรที่สาหัสปางตายขนาดที่ตัวหุ่นยนต์ประหลาดมาขย้ำร่างเรา แต่ก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่า การก้าวออกจาก comfort zone ครั้งแรกของใครหลายคนก็เป็นสิ่งที่หวั่นใจอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าเรามีความเชื่อมั่นก็จะผ่านมันไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง

 

 

วัยรุ่นธรรมดา ไม่ได้มีพลังวิเศษ

ตัวละครไม่ได้มีพลังวิเศษหรือสติปัญญาที่อัจริยะเกินวัยรุ่นธรรมดาทั่วไป มันจึงเป็นสิ่งที่สัมผัสคนดูได้มากที่สุด ว่าพวกเขาจะเอาตัวรอดได้ด้วยอะไร สัญชาตญาณ ความสามารถ หรือ โชคช่วย ความพิเศษของตัวละครที่เรียกว่านักวิ่ง ก็ไม่ได้มีความเร็วแบบลมกรดแต่อย่างใด แค่เป็นเด็กวัยรุ่นที่วิ่งไวแค่นั้นเอง ทำให้หนังเรื่องนี้ค่อนข้างแตกต่างจากหนังไซไฟแอ็คชั่นแฟนตาซีทั่วไป และเข้าใกล้เรื่องการเอาตัวรอดของมนุษย์ได้ค่อนข้างมาก การใส่ธรรมชาติของวัยรุ่นเข้าไป อารมณ์อยากรู้อยากเห็น เลือดร้อน รักพวกพ้อง ความสับสน และพร้อมจะทำตามหากมีผู้นำไปก่อน

 

 

โลกไม่ได้สวยงามและมันโหดร้ายกว่าที่คิด

เขาวงกตเปรียบเสมือนทางผ่านที่จะออกไปสู่โลกภายนอก มันเป็นการอุ่นเครื่องว่าโลกภายนอกเต็มไปด้วยอันตรายที่จะต้องเผชิญและชีวิตมันไม่ได้ราบเรียบสวยงามอย่างแน่นอน ซึ่งเปรียบเหมือนการบอกกับวัยรุ่นว่า ถ้าคุณพร้อมจะก้าวออกจาก comfort zone มันก็คือคุณกล้าที่จะรับความเสี่ยงนั้น การผ่านเส้นทางของเขาวงกต อาจจะไม่ใช่เข้าไปสู่โลกที่คุณฝันใฝ่ แต่ยังเป็นโลกที่จะต้องเผชิญกับสิ่งต่างๆที่ถูกสังคมใหญ่อีกสังคมครอบเราไว้เท่านั้นเอง ถ้าจะเอาให้เห็นภาพง่ายๆก็คือ เขาวงกตก็เหมือนกับมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียน ที่พอเราผ่านมาได้ เราก็ต้องเข้าไปสู่อีกสังคมที่มีระบบของเขาอยู่แล้ว ซึ่งเราก็ทำได้เพียงแต่ไหลไปตามสายพานนั้น หรือเลือกที่จะหาทางออกจากระบบนั้นต่อไปเพื่อไปอีกสังคมหนึ่งที่มีระบบไม่ต่างกัน

 

 

ติดตามชม “Maze Runner 2: The Scorch Trials สมรภูมิมอดไหม้” ได้

ในวันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ หลังการถ่ายทอดสดมวย Topking เวลาประมาณ 21.15 น.

ทางช่อง MONO29 ฟรีทีวีที่มีหนังดี ซีรีส์ดังมากที่สุด

 

 

และเพื่อทบทวนภาคก่อนหน้า เรามาย้อนรอยจุดต่างหลักๆระหว่างในหนังกับหนังสือกันดีกว่า แน่นอนว่าข้อความต่อไปนี้คือการสปอยล์ ดังนั้น หากใครที่ยังไม่ได้ดูภาคแรก อ่านถึงตรงนี้แล้ว โปรดปิดหน้านี้โดยพลัน แล้วอย่าหาว่าเราไม่เตือน!!

 

 

ความทรงจำของโธมัส

หลังจากที่ โธมัส รู้ชื่อของตัวเอง เขาก็เริ่มฝันเกี่ยวกับตัวเขาและผู้หญิงคนหนึ่ง พร้อมกับเสียงที่พร่ำบอกว่า “WICKED is good” (วิคเค็ดนั้นดี) ซึ่งจุดนี้ทำให้มือเขียนบทหนังสามารถตัดส่วนการทำร้ายสุดหฤโหดของเหล่ากรีฟเวอร์ไปได้มาก และทำให้บรรดาตัวละครสามารถฟื้นความจำเกี่ยวกับตัวเองได้โดยที่ยังมีชีวิตรอดด้วย

 

 

มิตรภาพระหว่าง อัลบี และ โธมัส

จากในนิยายที่ อัลบี และ โธมัส มักจะไม่ถูกชะตากันตลอดเวลา แต่เมื่อ The Maze Runner ถูกสร้างเป็นหนัง ทั้ง อัลบี และ โธมัส ต่างก็ถูกปรับคาแรกเตอร์ให้มาเข้าใจกัน ซึ่งทำให้ โธมัส สามารถตั้งคำถามสำคัญของเรื่องได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น และทำให้บรรยากาศบริเวณ เดอะ เกลด (ทุ่งหญ้า) นั้นดูน่ากลัวน้อยกว่าในนิยายด้วย

 

 

เซรุ่มช่วยชีวิต อัลบี

ในหนังนั้น เซรุ่มช่วยคนที่ถูก กรีฟเวอร์ ต่อยโผล่มาตอนช่วยชีวิต อัลบี พอดีโดยมาพร้อมกับ เทเรซ่า ซึ่งมีเพียง 2-3 อันเท่านั้น แต่ว่าในนิยาย เซรุ่มนี้ติดมากับกล่องเสบียงอยู่แล้ว ซึ่งมันเป็นของจำเป็นทั่วไปสำหรับการใช้ชีวิตใน เดอะ เกลด นั่นเอง

 

 

การมาเยือนของเทเรซ่า

ใน The Maze Runner นั้น ทันทีที่ เทเรซ่า ตื่นขึ้น เธอก็เริ่มแผลงฤทธิ์ด้วยการปีนขึ้นไปในที่สูงและโยนข้าวของทุกอย่างปาใส่บรรดาเด็กหนุ่มทั้งหลาย ซึ่งแตกต่างจากในนิยายที่เธอนั้นโผล่มาตั้งแต่ต้นเรื่องแต่นอนโคม่าเป็นเวลานานมาก และการมาถึงของ เทเรซ่า ในครั้งนั้นยังแฝงความหมายของ “การสิ้นสุด” เอาไว้ด้วย นอกจากนั้น ตัวละคร เทเรซ่า นั้นยังถูกปรับเปลี่ยนให้ไร้พลังจิต ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับ โธมัส ได้ด้วย ซึ่งต่างจากในนิยายที่ทั้งเทเรซ่า และ โธมัส สื่อสารด้วยจิตได้ทั้งคู่

 

 

กัลลี่ กับตำแหน่งหัวหน้าของ เดอะ เกลด

ปิดท้ายด้วยตัวละครที่หน้าตาไม่เป็นมิตรอย่าง กัลลี่ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าของ เดอะ เกลด แทน อัลบี ที่ตายไป กัลลี เป็นตัวละครที่มีฉากในหนังแตกต่างจากนิยายอยู่เพียบ อย่างฉากที่เขาโดน กรีฟเวอร์ ต่อย ทำให้เขารู้อดีตของโธมัส ทว่าในหนังกลับไม่มีฉากนี้ หรือความชมชอบของเขาที่ในหนังนั้น กัลลี่ เข้ากับชาวทุ่งได้ดีต่างจากในนิยายอย่างสิ้นเชิง หรือจะเป็นฉากที่ อัลบี ถูก กรีฟเวอร์ จับตัวไป ซึ่งในนิยายนั้น ต้องเป็น กัลลี่ ที่ถูกจับตัวไปนั่นเอง

 

 

กุญแจหลักสู่การหนี

ในนิยาย กว่าที่ มินโฮ และ โธมัส จะค้นพบทางหนีได้นั้น ก็ปาเข้าไปตอนที่พวกเขามาเจอทางลับของ กรีฟเวอร์ แล้ว ทว่าในหนังนั้น กุญแจที่นำไปสู่การหนี กลับถูกพบในซากของ กรีฟเวอร์ ที่ตายแล้วซึ่งช่วยในการไขความลับของวงกตนี้และนำไปสู่ทางออกได้นั่นเอง

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

https://www.dek-d.com/writer/37285

http://www.majorcineplex.com/news/hidden-messages

http://www.majorcineplex.com/news/8differences-the-maze-runner

 

FaceBook Comment

Movie & Series Talk

เพิ่มเติม >>