ใครว่ามันสูญพันธุ์!! ปลุกชีพเหล่าไดโนเสาร์ ชัวร์หรือไม่ ใช่หรือมั่ว
ใครว่ามันสูญพันธุ์!! ปลุกชีพเหล่าไดโนเสาร์ ชัวร์หรือไม่ ใช่หรือมั่ว

ใครว่ามันสูญพันธุ์!! ปลุกชีพเหล่าไดโนเสาร์ ชัวร์หรือไม่ ใช่หรือมั่ว

ใครว่ามันสูญพันธุ์!! ปลุกชีพเหล่าไดโนเสาร์ ชัวร์หรือไม่ ใช่หรือมั่ว

โถใครจะเชื่อว่าแม่บุญเหลืออายุมากแล้ว

 

 

อยากรู้ไหมว่าแม่บุญเหลือที่ว่าน่ะหมายถึงใคร จากการคำนวณด้วย ฟอสซิล (fossil) หรือร่องรอยของซากพืชซากสัตว์ที่ถูกเก็บกักรักษาไว้โดยธรรมชาติในชั้นหินของเปลือกโลก ทำให้เราค้นพบว่า แท้จริงแล้วไดโนเสาร์ถือกำเนิดขึ้นราว 225 ล้านปีมาแล้ว มีชีวิตและวิวัฒนาการสืบวงศ์วานไปทั่วถึง 160 ล้านปี นั่นหมายความว่าพวกมันสูญพันธ์ไปเมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว ขณะที่ป้าลูซี่ลิงจ๋อต้นตระกูลของมนุษย์เพิ่งจะปรากฎในโลกเมื่อ 5 ล้านปีที่ผ่านมาเท่านั้น ห่างกับการมีอยู่ของไดโนเสาร์ตั้ง 60 ล้านปี ถ้าอย่างนั้น ที่ในหนังหลายเรื่องคนกับไกโนเสาร์อยู่ร่วมกันก็หมายความว่า เป็นแค่จินตนาการของคนทำหนังน่ะสิ!

ให้ตายสิเฟรด คุณหลอกชั้น!!

 

 

นักโบราณชีววิทยาแบ่งไดโนเสาร์ออกเป็น2กลุ่มใหญ่โดยอาศัยความแตกต่างของกระดูกเชิงกรานคือ

1. พวกซอริสเซียน (Saurischians) มีกระดูกเชิงกรานแบบสัตว์เลื้อยคลาน คือกระดูกพิวบิสและอิสเชียมแยกออกจากกันเป็นมุมกว้าง

2. พวกออรืนิธิสเชียน (Ornithischians) มีกระดูกเชิงกรานเป็นแบบนก คือกระดูกพิวบิสและอิสเชียมชี้ไปทางด้านหลัง

 

(รูปนี้ขยายได้ คลิกสิจ๊ะ รออะไร รอใครมาตัดริบบิ้นเหรอ)

 

ยุคต่างๆของไดโนเสาร์

1. ยุคไตรแอสสิก (Triassic) 190-225 ล้านปี เชื่อกัน (อย่างไม่งมงาย เพราะมีผลวิจัยมากมายการันตี) ว่า ทั้งไดโนเสาร์กินพืชและกินสัตว์ต่างวิวัฒนาการจากสัตว์เลื้อยคลานทั้งสิ้น

2. ยุคจูแรสสิก (Jurassic) 135-190 ล้านปี  ไดโนเสาร์ครอบครองโลกได้สำเร็จ พวกมันขยายเผ่าพันธุ์ไปทั่วโลก

3. ยุคครีเตเซียส (Cretaceous) 65-135 ล้านปี ในยุคนั้นเปลือกโลกยังปึกแผ่นเป็นแก่นสาร บริการเป็นกันเองอยู่ ไม่ได้แตกคอแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทำให้ไดโนเสาร์ถูกน้ำพัดพา ถูกลาวาภูเขาไฟ ไม่ก็อุกาบาตยักษ์มาชนโลก เหล่านี้ยังคงเป็นข้อสันนิษฐานมาจนถึงปัจจุบันว่า…

ทำไมไดโนเสาร์จึงสูญพันธุ์

 

 

ปลุกชีพเหล่าไดโนเสาร์

DNA หรือรหัสทางพันธุกรรม คือตัวเก็บข้อมูลกำหนดคุณลักษณะทุกๆด้านของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ถ่ายทอดคุณลักษณะเฉพาะจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งอย่างมีระเบียบแบบแผนชัดเจน แรกเริ่มเรารู้จักมันเพราะเกรเกอร์ เมนเดล (1822 – 1884)  บิดาแห่งพันธุศาสตร์ ต่อมา เจมส์ วัตสัน และ ฟรานซิส คริก ตีพิมพ์บทความลงวารสารในปี 1953 ว่าค้นพบโครงสร้างดีเอ็นเอ ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นคู่ขนานบิดเป็นเกลียวคล้ายบันได ทั้งสองต่อยอดเรื่องนี้มาจากนักทดลองอีกทีมหนึ่ง การค้นพบนี้นำมาซึ่งการพัฒนาอณูชีววิทยา (molecular biology) หรือวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาโครงสร้างและการทำงานของสิ่งมีชีวิตในระดับโมเลกุล และนั่นก็นำมาซึ่งความสำเร็จของการโคลนนิ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างเจ้าแกะดอลลี่ในปี 1996 โดย Ian Wilmut และ Keith Campbell แห่งสถาบัน Roslin มหาวิทยาลัยเอดินบะระ ประเทศสกอตแลนด์ตั้งตามชื่อนักร้องนักแสดง Dolly Parton

 

 

ทว่า การศึกษาเรื่องเหล่านั้นกลับถูกประณามจากศาสนจักร ด้วยเหตุที่ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า องค์สันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 ทรงเป็นคนแรกที่ออกมาประณามการโคลนนิ่งมนุษย์ บิล คลินตัน เองก็ให้เหตุผลว่าอาจทำให้เกิดความโกลาหลในบ้านเมืองได้ แม้ปฏิญญาสากลว่าด้วยการทดลองรหัสพันธุกรรมมนุษย์ขององค์การยูเนสโกจะระบุว่าห้ามทำการโคลนนิ่งมนุษย์ แต่จนแล้วจนเล่าก็ไม่ยักจะเห็นกฎหมายห้ามการโคลนนิ่งเกิดขึ้นในอเมริกา

 

 

กระทั่งในปี 1931 มีการจัดตั้งสภาวิทยาศาสตร์แห่งองค์พระสันตะปาปา (Pontifical Academy of Science) อันมีหน้าที่รายงานและหาคำตอบเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทุกแขนงที่มีการพูดถึงกันอยู่ในช่วงนั้นๆให้แก่องค์สันตะปาปา มีการประชุมทุกปีที่วาติกัน มีสมาชิกถาวร 80 คน โดย 25 คนในนั้นเคยได้รับรางวัลโนเบลมาแล้ว

 

 

ในนิทานเวตาลมีตำราชื่อ สัญชีวนี สามารถชุบชีวิตคนจากเถ้ากระดูกได้ ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องแฟนตาซีที่ไม่มีทางเป็นไปได้ ทว่า ในปี 2015 มีการทดลองปลูกถ่ายอวัยวะไดโนเสาร์ที่เรียกว่า ‘พัฒนาการย้อนกลับ’ (Reverse Evolution) แบ่งเป็นสองโครงการคือ ปลูกถ่ายในส่วนขา กับปลูกถ่ายในเค้าโครงใบหน้าของไดโนเสาร์ในตัวอ่อนของไก่

 

 

ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก University of Chile ตั้งข้อสังเกตว่าสัตว์ปีกในยุคปัจจุบันอาจจะเป็นลูกหลานของไดโนเสาร์ในกลุ่ม Coelurosauria ซึ่งบรรพบุรษของพวกมันนั้นมีสายพันธุ์ Raptors อยู่ในกลุ่มด้วย

 

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าหากทำการหยุดยั้งการเจริญเติบโตของยีนใน DNA ไก่ ลักษณะขาของมันก็จะกลายพันธ์ุคล้ายๆ กับบรรพบุรุษไดโนเสาร์เลย แต่กระนั้นพวกเขาก็ได้หยุดการทดลองเอาไว้เพียงเท่านี้ เพราะไม่อยากเพาะพันธุ์ไดโนเสาร์ออกมา เพราะถ้าเกิดขึ้นจริง อาจจะทำให้วุ่นวายกันไปหมด

แหม เสียดายจัง เฮ้อ เสียดายจัง

 

 

ชัวร์หรือไม่ ใช่หรือมั่ว จับผิด Jurassic Park

1. การสกัด DNA จากเลือดไดโนเสาร์จากตัวยุงในอำพัน แล้วเอาไปโคลนนิ่งไดโนเสาร์ ความจริงก็คือ เลือดของสัตว์ที่ยุงกินนั้นจะไม่ถูกเก็บรักษาไว้ได้นานขนาดนั้น แม้จะถูกอำพันหุ้มไว้ก็ตาม และการทดลองที่ผ่านมาก็สามารถทำได้แค่การสกัด DNA ออกมาจากยุงเพียงเท่านั้น ที่สำคัญอำพันในหนังเป็นอำพันจากอเมริกาใต้ (Dominican Amber) ซึ่งมีอายุไม่เก่าพอที่จะมียุงในยุคไดโนเสาร์ได้

2. Brachiosaur ยืน 2 ขาเคี้ยว Gum Tree แถมยังจามได้ด้วย ความจริงก็คือ Gum Tree ที่มันกินในหนัง มีพิษที่จะฆ่ามันได้ไม่ต่างกับสัตว์อื่นๆ และโครงสร้างกระดูกของมันก็ไม่สามารถทำให้ยืน 2 ขาหรือไอจามได้

3. Dilophosaurus ไดโนเสาร์มีแผงคอตัวจิ๋วที่พ่นพิษ ความจริงก็คือตัวมันใหญ่ รวดเร็วและดุร้ายไม่ต่างจากไดโนเสาร์ล่าเนื้ออย่าง T-Rex หรือ Raptor ที่สำคัญไม่มีหลักฐานใดๆระบุว่ามันมีแผงคอหรือสามารถพ่นพิษได้

4. ในหนังจะเห็นว่าเวลา T-Rex กำลังจะมา จะมีแรงสั่นสะเทือนอันรุนแรงราวกับแผ่นดินไหว ซึ่งความจริงการมีแรงสั่นสะเทือนขนาดนั้นไม่เกิดขึ้นกับสัตว์นักล่าที่ต้องใช้ความเร็วในชั่วครู่ที่จะเข้าจู่โจมเหยื่อ และถึงแม้การหยุดอยู่นิ่งอยู่กับที่นั้นอาจจะทำให้  T-Rex มองไม่เห็นการเคลื่อนไหวก็ตาม แต่จมูกของมันนั้นไวไม่ต่างกับหมาล่าเนื้อ เพราะงั้นนิ่งยังไงก็ไม่รอดอยู่ดี ที่สำคัญ T-Rex ไม่ได้มีชีวิตอยู่ในยุค Jurassic แต่อยู่ในยุค Cretaceous

 

 

ติดตามชม The Lost World: Jurassic Park ใครว่ามันสูญพันธุ์
วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคมนี้ เวลา 20.30 น.
และ Jurassic Park III ไดโนเสาร์พันธุ์ดุ
วันพุธที่ 24 มกราคมนี้ เวลา 18.20 น.
ได้ทางช่อง MONO29 ฟรีทีวีที่มีหนังดี ซีรีส์ดังมากที่สุด

 

 

ขอบคุณที่มา

http://blog.eduzones.com

http://oknation.nationtv.tv/blog/FossilCollector/2013/06/06/entry-1

 


Tag :
dinosaur
dolly
fossil
Jurassic
pope
raptor
stephen hawking

FaceBook Comment

Movie & Series Talk

เพิ่มเติม >>