ทำเนียบรัฐบาลเผย นายกฯ พร้อมสนับสนุนการปราบทุจริตทุกหน่วยงาน แต่มีข้อกังขาต่อข้อมูลจากบางองค์กรเอกชนที่เปิดเผยเรื่องคอร์รัปชันโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน พร้อมย้อนปมคดีภาษีโตโยต้าและบทบาทองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน
ภายหลังการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล มีรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงจุดยืนพร้อมสนับสนุนการปราบปรามการทุจริตในทุกหน่วยงาน หากพบการกระทำผิดจริง และยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายอย่างเต็มที่ โดยประเด็นที่ถูกจับตาในการประชุมครั้งนี้ คือการเปิดเผยข้อมูลผลสำรวจเกี่ยวกับการทุจริตในภาครัฐจากภาคเอกชน ซึ่งบางส่วนยังเป็นเพียงข้อมูลเชิงความเห็นจากแบบสอบถาม และไม่ได้ระบุหลักฐานหรือผู้กระทำผิดอย่างชัดเจน
รายงานข่าวระบุว่า หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึง คือคำชี้แจงของนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย ที่ระบุว่าแบบสอบถามดังกล่าวอ้างอิงแนวทางของธนาคารโลกและ OECD เป็นการสอบถามมุมมองว่ามีการทุจริตหรือไม่ แต่ไม่ได้ลงลึกเพื่อเอาผิดบุคคลใด ขณะเดียวกันผลสำรวจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ระบุว่ามี 26 หน่วยงานภาครัฐเรียกรับผลประโยชน์ ก็กลายเป็นอีกประเด็นที่บางฝ่ายในรัฐบาลตั้งคำถาม เนื่องจากแม้จะยืนยันว่ามีหลักฐานในบางกรณี แต่หลายข้อมูลยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเชิงประจักษ์
แหล่งข่าวในรัฐบาลมองว่า องค์กรภาคเอกชนอย่างคณะทำงานซีโร่คอรัปชั่น และ กกร. มีเจตนาดีในการต่อต้านการทุจริต แต่การเปิดเผยข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับชัดเจน อาจกระทบความน่าเชื่อถือของหน่วยงานที่ถูกกล่าวถึง รวมถึงกระทบภาพลักษณ์ประเทศได้ พร้อมยกตัวอย่างกรณีก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งล่าสุด ที่มีการประเมินว่าเกิดการซื้อเสียงสูงถึงหัวละ 7,500 บาท แต่ท้ายที่สุดไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนในทางคดี จึงมีข้อเรียกร้องว่าหากองค์กรเอกชนต้องการผลักดันการปราบโกงอย่างจริงจัง ควรระบุข้อมูลให้ชัดว่าเกิดที่ใด เมื่อใด และมีพยานหลักฐานใด เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถดำเนินการได้ทันที
นอกจากนี้ ยังมีการย้อนถึงคดีข้อพิพาทภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์โตโยต้า รุ่นพรีอุส ระหว่างบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กับกรมศุลกากร ซึ่งศาลฎีกาภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้บริษัทแพ้คดีภาษีมูลค่ากว่า 11,600 ล้านบาท โดยในช่วงเวลาดังกล่าว นายประมนต์ สุธีวงศ์ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท และต่อมายังมีบทบาทในองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) แม้สำนักงานศาลยุติธรรมจะเคยตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการติดสินบนในคดีดังกล่าว และสรุปว่าไม่พบเส้นทางการเงินหรือหลักฐานทุจริตไปถึงผู้พิพากษา แต่บางฝ่ายในรัฐบาลยังตั้งข้อสังเกตว่า กรณีข้อพิพาทภาษีดังกล่าวควรได้รับการชี้แจงอย่างชัดเจนจากฝ่ายที่เคลื่อนไหวเรื่องต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสต่อสังคม